ผู้เขียน หัวข้อ: วิธีเลือกหนังสือเด็กให้เหมาะสมกับช่วงอายุ  (อ่าน 11 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

11-07-2018 , 11:27:28
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 30
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


 
ไม่มีใครปฏิเสธว่าหนังสือเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็ก ตั้งแต่ปี 2014 ธุรกิจหนังสือเด็กเติบโตในอัตราที่สูงมากและทิศทางยังคงพุ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เรามีตัวเลขรับรองความอะเมซิ่งของหนังสือกลุ่มนี้ได้ อย่างตลาดหนังสือเด็กในอังกฤษปี 2014 มีมูลค่า 332.2 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้น 7% ในปี 2015 แถมสูงขึ้นไปอีก 7% สู่ 379.5 ล้านปอนด์ในปี 2016
 
วิธีการเลือกหนังสือสำหรับเด็ก
 
แรกเกิด – 1 ขวบ
 
เด็กอ่อนที่ได้ฟังคนอ่านหนังสือให้ฟัง จะได้รับความเพลิดเพลินจากการได้ยินเสียงและมีความสุขจากการถูกอุ้มไว้ พ่อแม่ที่เริ่มอ่านหนังสือให้เด็กทารกฟังตั้งแต่เกิด มักอ่านสม่ำเสมอจนโต ทำให้เด็กโตขึ้นเป็นคนรักการอ่าน
การเลือกหนังสือให้เด็กทารก เมื่อเด็กแรกเกิดอายุ 6 เดือน จะเริ่มสนใจหนังสือสีสดใส โดยเริ่มเอามือสัมผัสที่หนังสือ แล้วก็ส่งเสียงคำราม หรือ จับหนังสือ โบกหนังสือไปๆมาๆ ฟาดหนังสือ เอาหนังสือเข้าปาก หรือ แผดเสียงตื่นเต้น
 
หนังสือที่เหมาะสม คือ หนังสือเล่มแข็งแรงทนทานที่มีรูปภาพสีแจ่มใส หรือ รูปเด็ก หนังสือโคลงกลอน ขณะที่บางคนอาจชอบหนังสือที่คุณอ่าน แต่ควรอ่านออกเสียงสลับกับการหยุดคุยกับเด็กอ่อนบ่อยๆช่วงวัยนี้เด็กแรกเกิดยังไม่รู้เรื่องภาษา แต่ชอบฟังเสียงต่างๆ
เมื่ออายุ 9 เดือน เด็กอ่อนเริ่มแสดงความต้องการของตน ยกตัวอย่างเช่น ต้องการกินอาหารเอง ต้องการถือหนังสือแล้วก็อ่านเอง ถ้าหากลูกไม่ยอมให้คุณถือหนังสือ ให้คุณจัดแจงหนังสือให้ลูกถือเองเล่มหนึ่ง และคุณถืออีกเล่มหนึ่ง อ่านในช่วงเวลาสั้นๆหาหนังสือให้ลูกไว้ถือเล่น เปิดเล่น หรือ ใช้ฟาดตามแต่ต้องการ
 
1-2 ขวบ
 
เมื่ออายุ 12-15 เดือน เด็กแรกเกิดอาจตั้งใจถือหนังสือกลับหัว ตอน 18 เดือน เด็กทารกอาจเปิดหนังสือจากข้างหลังมาด้านหน้า
วัยกระเตาะกระแตะโดยมากรักการเคลื่อนไหว ส่วนผู้ที่ยังเดินไม่ได้ ชอบการโยก การจั๊กจี้ และการกอดระหว่างที่ฟังพ่อแม่อ่าน ส่วนเดินได้แล้ว บางทีอาจนั่งฟังได้นานเพียงแค่ 2-3 นาที แต่ว่ายังชอบที่จะฟังไปเดินเล่นไปด้วย เด็กวัยนี้ชอบถือหนังสือเดินไปมาแล้วก็เอามาให้ผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง
เพื่อหลีกเลี่ยงการถกเถียง ควรวางหนังสือเอาไว้ในตำแหน่งที่ลูกจับออกมาและเก็บเข้าที่ได้เอง ควรจะวางหนังสือให้ลูกเลือกทีละ 3-4 เล่มเพียงแค่นั้น เพราะหนังสือยิ่งมาก ยิ่งเลือกยากและคุณจะต้องเสียเวลาเก็บจากพื้นห้อง ให้เข้าที่เข้าทางเก็บหนังสือเป็นเวลานานมากขึ้น
เมื่ออายุ 18 เดือน เด็กเดินได้ชำนาญแล้ว กิจกรรมที่ชอบใจ คือ การถือหนังสือเดินไปทั่วๆและลูกเริ่มทำความเข้าใจแล้วว่า หนังสือเป็นสิ่งที่ใช้ในการเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ได้ โดยการเลือกหนังสือแล้วเดินไปนั่งที่ตักบิดามารดา แล้วกล่าวว่า “อ่านให้ฟังหน่อย”
เมื่ออายุ 2 ขวบ ลูกเริ่มเข้าใจภาษาเยอะขึ้น หนังสือช่วยทำให้รู้จักสิ่งต่างๆบิดามารดาชี้รูปภาพในหนังสือและก็ถามลูกว่าเป็นรูปอะไร รอคำตอบ แล้วค่อยเฉลยคำตอบ หรือชมเชย ถ้าลูกตอบได้ถูกต้อง หรือหากลูกตอบไม่ถูก ให้สอนคำตอบที่ถูกต้อง
เด็กวัยนี้จำเรื่องราวต่างๆได้มากขึ้น หนังสือจำพวกกวี คำคล้องจองจะเหมาะสำหรับเด็กวัยนี้ ทั้งโปรดปรานสัตว์ทุกประเภท ควรต้องหาหนังสือที่มีภาพสัตว์หรือภาพคน มีอักษรตัวโตๆมาอ่านให้ฟัง ควรเป็นหนังสือกระดานบุ๊คที่ทำมาจากกระดาษแข็ง แข็งแรง เพราะเปิดง่าย ควรปลดปล่อยให้ลูกได้ตรวจสอบหนังสือ แล้วก็กลับหน้ากระดาษเอง โดยบิดามารดาแสดงวิธีเปิดหน้าหนังสือที่ถูกต้องให้ดูก่อน ไม่ช้าเจ้าตัวเล็กจะคว้าหนังสือมากลับดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือไม่ก็ทำท่าอ่านหนังสือให้ตุ๊กตาตัวโปรดฟัง
 
2-3 ขวบ
 
ช่วงวัย 2-3 ขวบ ลูกสามารถใช้ภาษาติดต่อกับบุคคลอื่นได้อย่างเข้าใจรวมทั้งดีมากขึ้น กล่าวเป็นประโยคสั้นๆได้แล้ว แล้วก็มีความมั่นใจในตัวเองมาก ต้องการทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างด้วยตัวเอง อาทิเช่น กินข้าวเอง แต่งตัวเอง เลือกเสื้อผ้าเอง
 
วัยนี้เป็นวัยที่เด็กๆกำลังเข้าเตรียมอนุบาล เป็นวัยที่มีการปรับพฤติกรรมอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของวินัยและก็การช่วยเหลือตัวเอง ควรจะหาหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิ่งรอบตัวรวมทั้งกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ที่ลูกสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ตัวอย่างเช่น การแต่งตัว การแปรงฟัน และก็การเข้าห้องสุขา การมีวินัย การทำสิ่งที่ดี ส่งเสริม IQ, EQ, MQ ยกตัวอย่างเช่น บึ้กซ่าขี้โมโห กุ๋งกิ๋งปวดฟัน หนูไม่เคยลืม อื่นๆอีกมากมาย มาอ่านกับลูกๆเนื่องจากการสอนที่ให้เด็กได้เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรม แถมยังสนุกสนานแบบนี้ จะมีผลให้เขามีการเรียนรู้ได้ดีมากยิ่งกว่าการถูกตักเตือนหรือถูกอบรมขณะที่ตัวเขาเองทำผิดเป็นไหนๆ
 
4-6 ขวบ
 
วัยนี้มีจินตนาการบรรเจิด มั่นใจว่ามีมนตร์วิเศษ เชื่อว่าความสุขทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสง หรือ ซานตาคลอสมีจริง เพราะฉะนั้นเด็กวัยนี้จึงชอบการอ่านนิทาน วิธีสนุกกับการอ่านหนังสือให้ลูกวัยนี้ ทำได้โดย
 
- มีหนังสือไว้ภายในทุกที่ในบ้าน เช่น ห้องรับแขก ห้องสุขา ห้องกินข้าว ห้องนอน
- จัดเวลาก่อนนอนหรือตอนเช้าหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว เป็นเวลาอ่านหนังสือด้วยกัน
- หยุดอ่าน เมื่อคุณหรือลูกอยากหยุด (ลูกหลับหรือไม่ตั้งใจฟัง)
- จำกัดเวลาการดูทีวี เพราะว่าการดูทีวีทำลายจินตนาการของเด็ก และก็ทำให้ไม่มีเวลาเหลือสำหรับการอ่านหนังสือ
- พาลูกไปหอสมุด แทนที่จะพาไปเดินห้าง
- ให้ลูกมีส่วนร่วมสำหรับการอ่าน เช่น ถามความเห็นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องหรือตัวละคร
- ทดลองให้ลูกช่วยคุณแต่งนิทานและอ่านด้วยกัน
 
ตอนวัยนี้เป็นช่วงขณะที่โลกใบเล็กของลูกขยายกว้างจากรั้วบ้านออกไปสู่สังคมภายนอก นอกเหนือจากการส่งเสริมประสบการณ์ในบ้าน ที่พ่อแม่สามารถใช้กิจวัตรประจำวันเป็นช่องทางสำหรับในการสอนอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว บิดามารดายังต้องเตรียมตัวให้ลูกมีความชำนาญสำหรับในการช่วยเหลือตัวเองเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะดำรงชีวิตในสังคมโรงเรียนได้เป็นอย่างดี
 
6 ขวบขึ้นไป
 
วัยนี้ก็คือเด็กวัยประถมนั่นเอง เด็กวัยนี้เริ่มอ่านหนังสือได้เองแล้ว และก็มีช่วงความสนใจนานขึ้น เพราะฉะนั้น หนังสือที่เด็กๆในวัยนี้จะเริ่มมีความสนใจเป็นพิเศษก็คือ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับความรู้รอบตัวนั่นเอง ได้แก่ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โลกใต้ทะเล อวกาศ ฯลฯ
การอ่านออกเสียงให้ลูกฟังยังทำได้ในเด็กวัยนี้ เนื่องจากเป็นการช่วยทำให้คุณแล้วก็ลูกได้มีเวลาที่เป็นสุขร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ลดความเครียดจากความคิดเห็นที่มีความขัดแย้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติเมื่อลูกโตขึ้น
การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ยังช่วยให้ลูกสนใจอ่านหนังสือที่ยากเกินความสามารถของเขา จวบจนกระทั่งกำลังจะถึงวัยที่เขาเริ่มอ่านได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งยิ่งช่วยมากขึ้น หากลูกเป็นเด็กที่มีปัญหาสำหรับเพื่อการอ่าน เพราะเด็กแต่ละคนมีความรู้ความสามารถสำหรับเพื่อการอ่านเอง ช้าเร็วแตกต่างกัน บางคนอ่านก้าวหน้าตั้งแต่ประถมหนึ่ง แม้กระนั้นบางบุคคลอาจช้าไปอีกสองปี แม้ว่าจะมีความฉลาดเท่ากันก็ตาม เด็กที่อ่านได้ช้ากว่า ถ้าเกิดมีบิดามารดาคอยอ่านหนังสือให้ฟัง อาจช่วยให้เขารักและมีความสุขกับการอ่าน
การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ยังช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการฟัง ควรจะอ่านแล้วก็หยุดเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวให้ลูกเข้าใจ เป็นภาษาที่ลูกรู้เรื่องได้ง่าย และมีการตั้งปัญหาเพื่อลูกตอบ รวมทั้งให้ลูกทดลองคาดการณ์เนื้อเรื่องตอนต่อไป
 
นิทานอีสป
 
อีสป (Aesop) เป็นนักเล่านิทานหรือนักเล่าเรื่องชาวกรีกโบราณ ซึ่งนับว่าเป็นเจ้าของนิทานจำนวนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้รู้จักกันรวมๆว่า นิทานอีสป ถึงแม้การดำรงอยู่ของเขาจะยังคลุมเครือ และไม่มีงานด้านการเขียนของเขาเหลือรอดมาเลย (หากมี) แม้กระนั้นนิทานมากมายซึ่งนับได้ว่าเป็นของเขาถูกเก็บรวบรวมตลอดหลายศตวรรษในหลายภาษาในประเพณีการเล่าเรื่องซึ่งดำเนินมาจวบปัจจุบันนี้ นิทานหลายเรื่องใช้สัตว์หรือวัตถุไม่ใช่สัตว์ซึ่งสามารถพูด แก้ปัญหา และก็โดยปกติมีคุณลักษณะอย่างมนุษย์
รายละเอียดชีวิตของอีสปที่กระจัดกระจายสามารถพบได้ในแหล่งข้อมูลโบราณ รวมทั้งอริสโตเติล เฮโรโดตัส แล้วก็พลูทาร์ก งานวรรณกรรมโบราณชื่อ The Aesop Romance เล่าชีวิตอีสปเป็นตอนๆแล้วก็บางทีอาจเป็นฉบับที่เป็นนิยายอย่างสูง ซึ่งรวมทั้งคำชี้แจงเขาแต่เดิมว่าเป็นทาสที่น่ารังเกียจสะดุดตา ซึ่งได้รับอิสระของตัวเองมาด้วยความฉลาด รวมทั้งเปลี่ยนเป็นผู้ถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ และก็นครรัฐต่างๆประเพณียุคหลัง (ซึ่งมาจากสมัยกลาง) พรรณนาอีสปว่าเป็นชาวเอธิโอเปียผิวดำ
 
ตัวละคร นิทานอีสป?
ตัวละครของนิทานอีสป ชอบเป็นสัตว์ที่เป็นตัวชูโรงโดยสัตว์จะกระทำรวมทั้งพูดคุยราวกับคน แต่จะรักษารูปแบบของสัตว์จำพวกนั้นๆไว้ อย่างเช่น เสือดุร้าย ลาโง่เขลายืดยาด สุนัขป่ากะล่อน
ลักษณะเด่น นิทานอีสป?
นิทานอีสป เป็นเรื่องราวที่มีชื่อรวมทั้งให้ความบันเทิงที่ดีสำหรับเด็ก นิทานหรือเรื่องราวทั้งปวงที่สั้นมากๆเพื่อให้เด็กมีความสนใจ และมีสัตว์เป็นตัวเอกของเรื่องซึ่งสัตว์ที่รักของเด็กๆ
 
การเปรียบเทียบของนิทานอีสป
ตัวละครโดยมากของอีสปเป็นสัตว์ เขาเทียบให้ จิ้งจอก ชอบหมายถึงคนเจ้าเล่ห์ สิงโตหรือราชสีห์ ชอบหมายถึงเป็นตัวแทนของผู้มีอิทธิพล คนบุญบารมีมาก ผู้ดูแล หนููเป็นผู้ต่ำต้อย ลา มักจะหมายถึงผู้ที่ด้อยสติปัญญา เป็นต้น
 
การฝึกหัดทักษะการลากเส้นต่อจุด
 
เพื่อฝึกฝนสมาธิรวมทั้งการสังเกตให้กับลูก ควรจะเริ่มจากการลากเส้นต่อจุดจากสีหนึ่งไปอีกสีหนึ่ง เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจและสนุกกับแบบฝึกหัด โดยเรามีวิธีการกล้วยๆมานำเสนอ
 
1. วางหนังสือให้ตรง ห้ามหมุนหนังสือ เพื่อฝึกหัดให้เด็กได้ขีดเส้นหลายทิศทาง
2. ห้ามใช้ไม้บรรทัด เพื่อฝีกการควบคุมการเคลื่อนของนิ้วมือ
3. เมื่อฝึกหัดแรกๆให้ลากเส้นจุดต่อจุด เมื่อฝึกฝนจนกระทั่งชำนาญให้แล้วตีเส้นจาก จุดเริ่มแรกไปถึงจุดจบ
4. ควรลบให้ต่ำที่สุด เพื่อฝึกฝนให้พินิจตำแหน่งให้ดีก่อนลากเส้น
5. บรรยากาศสำหรับในการทำควรสดชื่น แจ่มใส ให้เด็กทำเท่าที่อยากทำ ทำวันละนิด แม้กระนั้นเน้นคุณภาพของเส้นไม่เน้นในเรื่องจำนวน และไม่ควรบังคับ บังคับเพราะเหตุว่าเด็กจะเบื่อ และไม่อยากทำ
6. ควรให้เด็กทำด้วยตัวเอง ไม่ควรช่วยเด็กทำผู้ปกครองเพียงแค่ให้กำลังใจ และก็ยกย่องเพียงแค่นั้น ถ้าเด็กยังทำไม่ได้ผู้ปกครอง ควรให้เด็กได้ทำกิจกรรมช่วยเหลือการสังเกต การใช้กล้ามมือ แล้วก็การประสานสัมพันธ์ของตา รวมทั้งมืออย่างเสมอ และเสนอแนะการลากเส้นตามขั้นตอนข้างต้น



5 หนังสือเด็กที่แนะนำ โดยร้านหนังสือนายอินทร์
 
1. 100 สุดยอดนิทานอีสปแสนสนุก ฉบับ ภาษาไทย+MP3
พบกับเรื่องราวสนุก ๆ ชิงไหวพริบ และมิตรภาพอันน่าประทับใจของเหล่าสัตว์ป่า คัดสรรมาจากนิทานเรื่องเด่นของ "อีสป" นักเล่านิทานระดับโลก เช่น มดกับนกพิราบ กระต่ายป่ากับเต่า สิงโตกับหนู หมากับเงา เด็กเลี้ยงแกะ หมาหางด้วน อึ่งอ่างกับวัว หมาจิ้งจอกกับนกกระสา แม่ห่านกับไข่ทองคำ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สร้างความประทับใจให้แก่คนทั่วโลกมาแล้วทุกยุคทุกสมัย สอดแทรกคำถามชวนคิด ช่วยให้น้องๆ ฝึกคิดแบบสร้างสรรค์และแก้ปัญหาเป็น ความรู้น่าทึ่งของเหล่าสัตว์โลก ที่จะทำให้น้องๆ ประหลาดใจและได้รู้ความรู้ไปพร้อมกัน ตลอดจนมีซีดีเสียงนิทาน ฟังสนุกทุกเรื่อง ฟังเพลินทุกเวลา
คำถามชวนคิดช่วยให้น้องๆ ฝึกคิดแบบสร้างสรรค์และแก้ปัญหาเป็น ความรู้น่าทึ่งของเหล่าสัตว์โลก ที่จะทำให้น้องๆ ประหลาดใจและได้ความรู้ไปพร้อมกัน ซีดีเสียงนิทาน ฟังสนุกทุกเรื่อง ฟังเพลินทุกเวลา
 
2. ชุด นิทานพัฒนาความฉลาดทางด้านอารมณ์ (EQ) 4 เล่ม
หนังสือนิทาน 1 เล่ม สามารถส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้มากกว่า 1 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา หนังสือนิทานจึงเป็นสื่อสำคัญในการพัฒนาภาษา ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนทักษะต่างๆ นอกเหนือจากการจรรโลงจิตใจให้เบิกบาน และการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน อันเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดอ่านได้ 2 ด้าน (2 ภาษา อังกฤษ-ไทย)
 
3. ชุด แบบฝึกเสริมทักษะ อายุ 4 ปี รูปทรงหรรษา+Sticker
"ชุด แบบฝึกเสริมทักษะ รูปทรงหรรษา สำหรับเด็กอายุ 4 ปี" เล่นนี้ เน้นกิจกรรมการแยกแยะรูปทรง การจับคู่ และการรวมรูปร่างรูปทรง ฯลฯ ซึ่งการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คิดวิเคราะห์เรื่องรูปร่างรูปทรงนั้น จะค่อยๆ พัฒนาเป็นขั้นเป็นตอน จากรูปธรรมไปหานามธรรม และจากรูปทรงสามมิติไปหารูปทรงสองมิติ ถึงเวลาแล้วที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องรูปร่างรูปทรงอย่างสนุกสนาน เพื่อเป็นการให้เด็กๆ ฝึกคิดวิเคราะห์อย่างตั้งใจ และแบ่งปันความรู้ รวมทั้งความสำเร็จในการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
ค้นหาคำตอบตามเงื่อนไขที่กำหนดให้ เรียนรู้รูปร่างรูปทรงที่ซับซ้อนขึ้น ฝึกให้เด็กๆ เรียนรู้รูปร่างรูปทรงจากสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ล้อรถกลมๆ ที่แล่นอยู่บนท้องถนน หลังคาบ้านมุมแหลม ตู้ไปรษณีย์สี่เหลี่ยม พระจันทร์เสี้ยว สัญลักษณ์เครื่องหมายบวก ดอกไม้ รูปดาว รูปหัวใจ และสิ่งของที่เด็กๆ พบเห็นได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันเหล่านี้ล้วนมีรูปร่างรูปทรงซ่องอยู่มากมาย การที่เด็กๆ รู้จักชื่อของรูปร่างรูปทรงและสามารถแยกแยะรูปร่างรูปทรงของสิ่งต่างๆ ได้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ดังนั้นจึงควรได้รับการฝึกฝน และส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้รูปร่างรูปทรงจากสิ่งของต่างๆ รอบตัวทั้งที่บ้านและโรงเรียน เช่นลูกบอล กล่อง บล็อกไม้ เป็นต้น
 
4. จับคู่ลับสมอง ชุด แบบฝึกเสริมทักษะ (อายุ 5 ปี)
"ชุด แบบฝึกเสริมทักษะ จับคู่ลับสมอง สำหรับเด็กอายุ 5 ปี" เล่มนี้ มีคำถามให้เด็กๆ ได้คิดวิเคราะห์เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ผ่านวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น เกมเขาวงกต การติดสติกเกอร์ การลากเส้นจับคู่ การระบายสี เพื่อไม่ให้เด็กๆ เกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยดึงดูดให้เด็กๆ เข้าสู่โลกแห่งการจับคู่ ที่ทำให้เพวกเขารู้สึกว่ากำลัง "เล่น" ไม่ใช่กำลัง "เรียน"
ขณที่เด็ก ๆ กำลังคิดหาคำตอบ ควรจะให้เวลาพวกเขาอย่างเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเร่งให้พวกเขาตอบคำถาม เพราะจะเป็นการปิดกั้นโอกาสในการคิดของเด็ก ๆ แต่อาจจะแนะนำหรือชี้แนะแนวทางในการตอบคำถามให้เด็กๆ บ้าง เมื่อสมองส่วนซีรีเบลลัมได้ทำการคิดวิเคราะห์ จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้เด็กๆ ไปอีกหนึ่งขั้น
แยกแยะประเภทและปริมาณของสิ่งต่างๆ แล้วนำมาคิดวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบ "การจับคู่" หมายถึง การหาสิ่งที่มีลักษณะเด่นสอดคล้องกันมาเข้าคู่กัน นอกจากจะนำสิ่งที่เหมือนกันมาจับคู่แล้ว ยังรวมไปถึงการจับคู่ความสัมพันธ์หรือตัวเลขอีกด้วย กิจกรรมการจับคู่จะช่วยให้เด็กๆ เข้าใจความหมายของ "มูลค่าที่เท่ากัน" ช่วยพัฒนาความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ดังนั้นการจับคู่จึงเป็นพื้นฐานการพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคตที่จะมองข้ามไม่ได้ ลงมือทำแบบฝึกหัดจับคู่ ใน "จับคู่ลับสมอง" เล่มนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานการพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคต
 
5. ลากเส้นลีลามือ พื้นฐาน
แบบฝึกเตรียมความพร้อม ลากเส้นลายมือและระบายสี สำหรับฝึกบังคับกล้ามเนื้อมือ และทักษะการขีดเขียนลากเส้นตามเส้นประ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ฝึกเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมทักษะการเขียนสำหรับเด็กวัย 2 ปีขึ้นไป