แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์

หน้า: [1] 2
1

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (ลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (จังหวัดนครพนม) จุ่มโป่ (สุราษฎร์) , ชมพู่ (จังหวัดปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ที่นาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยแปะจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
สกุล  MYRTACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดหรือเป็นพืชท้องถิ่นของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างเม็กซิโก และประเทศเปรู รวมทั้งหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวประเทศสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังฟิลิปปินส์ แล้วก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังประเทศอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระที่นารายณ์มหาราช ปัจจุบันนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วๆไปในเขตร้อนแล้วก็ครึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งไม้มีเนื้อไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา และมีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนร่วงไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบผู้เดียวออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 เซลเซียสม. หรือกว้าง 3-5 เซลเซียสมัธยม ขยี้ใบดมดูเหมือนมีกลิ่นหอมหวน ใบบางเหมือนแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบเบาๆขยายแหลมออกมายังกลางใบ ขอบของใบเรียบข้างหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุ๋มลงไปเล็กน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวอ่อนนุ่ม รวมทั้งมีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 ซม. ดอกบางทีอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบดอกสาวบางๆหลุดหล่นง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสมัธยม มีเกสรตัวผู้มาก มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวเท่าๆกับกลีบ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงขึ้นมากยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ด้านล่างมี 5 ห้องและลักษณะทรงกลม แล้วก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่ที่ปลายผล ผลรูปทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวราว 3-15 ซ.ม. เนื้อผลโดยมากมีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมยวนใจ เม็ดแข็ง เป็นรูปไตมีเยอะมาก ขนาดเมล็ด 0.3-0.5 เซนติเมตร สีขาวอ่อน พบได้บ่อยปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้กินหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน และก็ทนต่อความแล้ง และก็น้ำนองได้เล็กน้อย แต่ว่าโดยธรรมดามักถูกใจเจริญวัยก้าวหน้าในดินร่วนผสมทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้ราวๆ 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในตอน 4-5 เดือน ข้างหลังติดดอก  โดยทั่วไปจะได้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นหน้าฝนหมายถึงช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน
                สำหรับเพื่อการเพาะพันธุ์ฝรั่งสามารถทำเป็นหลายวิธี เป็นต้นว่า การปลูกด้วยเมล็ด การทาบกิ่ง การต่อว่าดตา การปักชำ แต่แนวทางที่นิยมเยอะที่สุดหมายถึงการตอนกิ่ง
การเตรียมดิน และก็การเตรียมแปลง สำหรับการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำเป็น 2 แบบอย่างตามภาวะพื้นที่ เป็น

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำท่วมขังง่าย และก็มีระบบระเบียบน้ำมากเกินเพียงพอ ให้กระทำขุดร่องลุกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแนวร่องสำหรับในการให้น้ำ การเตรียมแปลง แล้วก็การปลูกในลักษณะนี้พบได้ทั่วไปในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนมาก
  • พื้นที่ทั่วไปที่มีระบบน้ำไม่พอ สามารถปลูกลงในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการชูร่องสูงราวๆ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องราวๆ 3-4 เมตร ดังนี้ ให้กระทำการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน รวมทั้งกำจัดวัชพืช และไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นตอนห่างประมาณ 1-2 อาทิตย์ หลังจากนั้นกระทำการไถชูร่อง
ส่วนวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งชนิดจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 เซนติเมตร แต่ละหลุมห่างกันโดยประมาณ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวโดยประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ราว 0.5 กิโลกรัม/หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงราวๆ 1 ฝ่ามือ ทั้งนี้บางทีอาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งชนิด จากการทำหมันหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมนิดหน่อย ดังนี้ควรจะให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงราวๆ 10-15 เซนติเมตร
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม รวมทั้งผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรให้น้ำให้ชุ่มโดยทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำคราวแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม จากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน ตอนเช้า-เย็น จนต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ หลังจากนั้นบางทีอาจกระทำการให้น้ำลดน้อยลง ขึ้นอยู่กับภาวะอากาศ และความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งไม่สมควรปลดปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนติดผล แต่ในตอนติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากมายซึ่งในช่วงนี้เพียงแต่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ เพียงพอ
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งยอดนิยมในตอนนี้ ได้แก่ พันธุ์ แป้นสีทอง , ชนิดกิมจู , พันธุ์กลมสาลี่ , ชนิดไม่มีเม็ด , จำพวกเวียดนาม เป็นต้น
องค์ประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อนำมาสกัดน้ำมันระเหย เจอสารต่างๆตัวอย่างเช่น 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC ฯลฯ  แล้วก็สำหรับค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) เป็น

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มก.
  • วิตามินบี 3 1.8 มก.
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มก.
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


คุณประโยชน์/สรรพคุณ ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากได้ลดความอ้วน ลดหุ่น หรือคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ด้วยเหตุว่าฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อกินแล้วจะทำให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยทำให้ระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และก็ยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยส่งผลทำให้ผิวพรรณดูผ่องแผ้วสดใส โดยฝรั่งจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด และยังมีวิตามินซีสูขี้งกว่าส้มถึง 5 เท่า และยังนิยมนำฝรั่งไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่น ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง แล้วก็ของหวานอีกหลากหลายชนิด รวมถึงนำมาใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเดินจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                นอกจากนั้นน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร อาทิเช่น หมากฝรั่ง ลูกกวาด รวมถึงเอามาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ แบบเรียนยาไทยกล่าวว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด สุขุม ใช้แก้แผลมีพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียกแฉะ อ่อนโยนไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเดิน บิดเรื้อรัง ผื่นคัน ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดสุขุม ใช้แก้ท้องเสีย บิด ขจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลสุกรสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต่อต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม ถ้าเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน แม้ใช้ข้างนอกต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบกะทันหันและก็ท้องเดิน ที่เกิดขึ้นจากการย่อยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้รอยแผลเกิดจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือบาดแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชำระล้างรอยแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและก็ใบต้นเอาน้ำชำระล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้ท้องร่วง ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มกินต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มล.)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดข้างหลังคลอด ใช้น้ำสุกจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้ในการขจัดกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาเคี้ยวแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำดื่มแก้ท้องร่วง บิด ใบสดบดอมดับกลิ่นบุหรี่ สุรา และก็กลิ่นปากได้ดี
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องเดิน             จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งครั้งละ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วัน กับคนเจ็บที่เป็นโรคอุจจาระตก 122 คน สามารถลดจำนวนครั้งของการอึ ช่วงเวลาที่ถ่ายอุจจาระ แล้วก็จำนวนน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มิลลิกรัม (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มก./แคปซูล 500 มก.)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในคนป่วยที่มีลักษณะท้องร่วง เจ็บท้อง จำนวน 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของไส้แล้วก็ลดระยะเวลาปวดท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในผู้เจ็บป่วยเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดีขึ้นด้านใน 3 วัน ช่วงเวลาท้องร่วงสั้นลง และไม่พบเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภารวมทั้งหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการขยับเขยื้อนมากขึ้นด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 สามารถยับยั้งการยุบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน และก็แบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งสามารถยั้งอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ถูกชักชวนให้เกิดอาการท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้และก็ลดการบีบตัวของลำไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยับยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดจำนวนครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการท้องร่วงด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin และ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่เหนี่ยวนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและโปตัสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin และ quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนลดน้อยลง  ยิ่งกว่านั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทและหนูตะเภาซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปแตสเซียม  อะเซทิลโคลีน แบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน แล้วก็ซีโรโทนินได้ และสามารถลดความสามารถสำหรับการซึมผ่านของๆเหลวของเส้นเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องร่วง  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และ quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการหดเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต่อต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาได้ แม้กระนั้นมีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรปีนป่าย โดยฝรั่งมีผลทำให้ไส้มีการขยับเขยื้อนลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องเสียได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่กำหนดส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียมีการเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน อาทิเช่น สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มล. ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มิลลิลิตร ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่ทำให้มีการเกิดโรคอุจจาระตกเป็นStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae แล้วก็ V. parahaemolyticus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง แล้วก็ใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นสาเหตุนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคล. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งกระตุ้นให้เกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (กระตุ้นให้เกิดโรคไข้รากสาดน้อย) แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาต์ ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แต่ว่าได้ผลปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (กระตุ้นให้เกิดโรคบิด) และ V. chlorea (นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25, 5 มิลลิกรัม/มล. ตามลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มก./กิโลกรัม สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 แล้วก็ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคกรัม/มล. สารสกัดหยาบของใบฝรั่ง สามารถยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25-5.00 มิลลิกรัม/มล. สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน และ 95% เอทานอล สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกจากนี้สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport รวมทั้ง S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 10 มก./วัน แต่ว่าสำเร็จไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคอุจจาระร่วง เช่น Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มล. สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ตามลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และต้านเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae แล้วก็เชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)และอะซีโตน สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นต้นเหตุของโรคอุจจาระตกได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport และ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ และก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากยิ่งกว่า 25 มคก./มิลลิลิตร ไม่สามารถที่จะต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการทำการค้นคว้าโดย ปัญจางค์ ธนังฉันล แล้วก็แผนก ในคนป่วย 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระหล่น เป็นชาย 64 คน และก็หญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการศึกษาเปรียบโดยวิธีการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม ลักษณะเดียวแล้วก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin รวมทั้งบริหารการรับประทานยาเหมือนกัน คือ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชม. เป็นเวลา 3 วัน ทั้งคู่กลุ่ม พบว่าใบฝรั่งสามารถลดจำนวนอุจจาระ ระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และปริมาณน้ำเกลือที่ให้ทดแทนได้
มีการเรียนรู้ในคนป่วยเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้กินยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการด้านใน 3 วัน แล้วก็ช่วงเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ปริมาณโซเดียมรวมทั้งกลูโคสในอุจจาระต่ำลง และผลของการตรวจอุจจาระไม่พบเชื้อ Rota virus สูงถึง 87.1% ในเวลาที่กลุ่มควบคุมไม่เจอเชื้อ Rota virus 58.1% แปลว่ายาต้มของฝรั่งมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องร่วงในคนไข้ไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ   จากการศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในคนเจ็บ 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้จำนวนร้อยละ 19.8 และลดรอยโรคที่ความรุนแรง ได้จำนวนร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่มีการใช้ตรงเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มิลลิกรัม/กิโล เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบแบบรุนแรง  เมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วยไข่ขาวสด นอกนั้นเมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มิลลิลิตร/กก. พบว่าสามารถยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และ formaldehyde ได้ นอกจากนั้นสารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยั้งการอักเสบรวมทั้งลดอาการเจ็บปวดที่ถูกรั้งนำด้วย acetic acid  ได้ดีกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันนิดหน่อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับรารวมทั้งแบคทีเรียยกตัวอย่างเช่น Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และก็ Saccharomyces cerevisiae แล้วเอามาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยับยั้งการสร้างสารที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบเป็น ไนตริกออกไซด์และก็ พรอสต้าเอ็งรนดิน อี 2 ในหลอดทดสอบ นอกจากนั้นสารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำยังออกฤทธิ์ยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ รวมทั้งแก้แพ้โดยยับยั้งการโต้ตอบต่อแอนติเจนที่ชักจูงให้มีการแพ้และการอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักพาให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าหลอดเลือดดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 แล้วก็สิ้นฤทธิ์ใน 1 วัน
ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์ของโรคมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และก็เซลล์ของโรคมะเร็งเต้านม

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ  พิษกะทันหัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากกว่าหรือพอๆกับ 20 ก./กิโลกรัม  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรทั้งยัง 2 เพศ รวมทั้งมีค่ามากกว่า 5 ก./กก.  เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าเท่ากับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 และก็ 20 ก./กก. ทุกวี่วันต่อเนื่องกันเป็นเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวต่ำลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ เวลาที่ไม่พบความแตกต่างของปริมาณอาหารที่กินในทุกกรุ๊ป การกระทำทั่วๆไปธรรมดาในทุกกลุ่ม หนูเพศผู้มีระดับ ALP, SGPT (หลักการทำงานของตับ), BUN (ลักษณะการทำงานของไต) และก็ WBC สูงขึ้น ในช่วงเวลาที่ระดับของโซเดียมและคลอเลสเตอรอลในเลือดน้อยลง น้ำหนักของตับแล้วก็ไตมากขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายวิภาค เจอการเปลี่ยนแปลงของไขมันรวมทั้งลักษณะ hydronephrosis หนูเพศเมียหรูหราโซเดียม โป

2

ต้นหญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร ต้นหญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
วงศ์    Asteraceae
ถิ่นเกิด  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมาเป็นเวลานานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบรวมทั้งนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของต้นหญ้าหวานมาเป็นส่วนประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศขว้างรากวัย และก็บราซิล ซึ่งชื่อเดิมของหญ้าหวานที่คนพื้นเมืองปารากวัยเรียกเป็นkar-he-e หรือภาษาสเปน เรียกว่า yerba ducle หมายความว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่คนท้องถิ้นของขว้างรากวัย และก็บราซิล ใช้ผสมในอาหาร หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน และก็ใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากหญ้าหวานอย่างมากมาย โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารแล้วก็เครื่องดื่มต่างๆ  เป็นต้นว่า ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด ฯลฯ
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มไปสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยเป็นการเอามาทดลองปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน รวมทั้งเชียงราย ในขณะนี้อย.ได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค ต้นหญ้าหวานจึงจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีก
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้มองดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงราวๆ 30-90 ซม. ลำต้นตั้งชัน มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อใกล้กับแกนลำต้น แกนแก่นไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ ต้นหญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกโดดเดี่ยวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น และก็กิ่ง รวมทั้งเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราวๆ 1-1.5 ซม. ยาว


ราว 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย รวมทั้งโก่งเข้ากลางแผ่นใบ เมื่อเคี้ยวหรือต้มน้ำดื่มจะมีรสหวานจัด

  • ดอก ต้นหญ้าหวานมีดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกมีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกมีสีขาว ด้านในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล และเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกึ่งกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ดังนี้ ต้นหญ้าหวานจะออกดอกทั้งปี ในช่วงฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเม็ดผู้เดียวเยอะๆ เม็ดสีดำ มีขนฟูปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ถูกใจอากาศที่ค่อนข้างเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราวๆ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ชอบดินร่วนหรือดินร่วนผสมทรายที่ระบายน้ำได้ดิบได้ดี และพืชชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600-700 เมตร
                โดยเหตุนี้จึงมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกภายในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ จึงมีการเกื้อหนุนให้มีการปลูกมาจนถึงปัจจุบันนี้
หญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 แนวทาง คือ

  • การเพาะกล้าจากเมล็ด มีจุดเด่นหมายถึงทำเป็นเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมาก ได้ผลผลิตสูง และก็นานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค รวมทั้งแมลงเจริญ แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง แล้วก็เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้จำนวนสารให้ความหวานต่ำลงหรือให้ผลผลิตใบลดลง
  • การปักชำกิ่ง มีจุดเด่นเป็นอดออมค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แม้กระนั้นมีข้อเสีย คือ ใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตให้ต่ำยิ่งกว่ากล้าจากเมล็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค รวมทั้งแมลง


สำหรับการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบหญ้าหวานจะเริ่มเก็บครั้งแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก แม้ต้นสมบูรณ์พอเพียง จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ราวๆ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ราวๆ 40-60 กิโล/ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในฤดูฝน แล้วก็ได้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว แล้วก็ฤดูแล้ง ทั้งนี้ หญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับต้นหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องล้างชำระล้าง รวมทั้งตากแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้เป็น 2 เกรดหมายถึงเกรด Aรวมทั้งเกรด B ถ้าภาวะใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเซียว จะถูกคัดเป็นเกรด B แต่ว่าเกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานต่างกัน
หญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณหญ้าหวานแห้งทั้งสิ้น ต้นหญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กก. ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาโดยประมาณ 150 บาท/กิโล และก็ใช้บดเป็นผุยผงหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในโลละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในตอนเดียวกันหรือสูงยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
องค์ประกอบทางเคมี  ใบหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวๆร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงอีกทั้งในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน และก็ทนไฟได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่ย่อยสลายหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนในการประกอบอาหาร ใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีพิษรวมทั้งไม่มีอันตรายสำหรับเพื่อการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารสกัดจากต้นหญ้าหวานประกอบไปด้วยกลุ่มสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) แล้วก็ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคติดอยู่ไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกรุ๊ปน้ำตาลกลุ่มนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่พบในต้นหญ้าหวานมีหลายแบบ อาทิเช่น
– Stevioside พบมากที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ราวๆ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนความร้อน
คุณสมบัติด้านกายภาพ แล้วก็เคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) และก็สาโรจน์ (2547)
ประโยชน์/สรรพคุณ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ไม่นำมาซึ่งพลังงาน (แคลลอปรี่) ภายในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  จึงมีสรรพคุณรวมทั้งผลดีต่างๆจำนวนมาก อย่างเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ผู้เจ็บป่วยเบาหวานนั้นเสี่ยงมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้อรั้นอินซูลิน นอกเหนือจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ดังเช่นว่า ไม่ได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็น เกิดความเคร่งเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดโรค ซึ่งคุณค่าอีกประการหนึ่งของต้นหญ้าหวานที่อาจมีประโยชน์ต่อคนเจ็บโรคเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนประเด็นนี้ล้นหลาม งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งได้ให้คนไข้โรคเบาหวานชนิดที่ 2 รับประทานสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการพิสูจน์เลือดข้างหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลง สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่ค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจังภายหลังจากรับประทานแป้งที่ทำมาจากต้นหญ้าหวาน
นอกเหนือจากนี้ การกินต้นหญ้าหวานอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีสุขภาพปกติเช่นกัน งานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองรับประทานซูโครส แอสปาแตม และก็ต้นหญ้าหวานก่อนกินอาหารมื้อกลางวันและก็มื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่าผู้ที่กินต้นหญ้าหวานหรูหราน้ำตาลในเลือดรวมทั้งอินซูลินหลังรับประทานอาหารลดลงมากยิ่งกว่าผู้ที่กินซูโครสและก็แอสปาแตมอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งกว่านั้น กรุ๊ปที่รับประทานต้นหญ้าหวานรวมทั้งแอสปาแตมก่อนมื้ออาหารยังรู้สึกอิ่มและไม่กินอาหารอื่นเพิ่มจากมื้อหลัก เหมือนกันกับงานค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ไม่ได้มีอาการป่วยด้วยเบาหวานหรือมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยยั้งการเติบโตของแบคทีเรียในปากหลากหลายประเภท จึงไม่ทำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานมีการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน และก็เครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส และก็ช่วยคุ้มครองปกป้องโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับในการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว เหตุเพราะสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายนิดหน่อย จะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกเหนือจากนี้สารดังที่กล่าวมาข้างต้นยังเป็นสารที่ไร้ค่าทางอาหารแต่อย่างใด ด้วยเหตุว่ามีแคลอรีต่ำมากมายหรือไม่มีเลย และจะไม่ถูกย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่จากข้อด้อยที่ตรงนี้นี่เองก็นับว่าเป็นคุณลักษณะเด่นที่เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และโรคหัวใจ
ในตอนนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ อย่างเช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนท้องนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆองค์การของกินและก็ยาของอเมริกาและกรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากหญ้าหวานเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2554 เป็นลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต รวมทั้งขายหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พุทธศักราช 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พุทธศักราช 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และก็อาหารที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) แล้วก็ประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนของกิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยวัตถุเจือปนของกินของหน่วยงานของกินรวมทั้งเกษตร รวมทั้งองค์การอนามัยโลก ที่ยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินรวมทั้งกำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้  จากผลจากงานวิจัยของทีมงานวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยเป็น 7,938 มก./กก.(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่กินกันราวๆ 2-3 ก็นับว่ามากมายพอเพียงต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้ต้นหญ้าหวานโดยสวัสดิภาพ คือ ประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมและไม่หวานมากจนเกินไป  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความชำนาญของอาหารแล้วก็เกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในอาหาร ได้ระบุค่าความปลอดภัย พื้นฐานไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งโลต่อวัน แม้กระนั้นอาจต้องระมัดระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงต่อเนื่องกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีสภาวะโรคไตและก็ตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พุทธศักราช2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ มีความหมายว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ โคไซด์ เอ รูบุโซไซด์ และ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบอาหารจะต้องมีจำนวนสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน องค์การของกินรวมทั้งเกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งสหประชาชาติ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska และก็แผนก ได้ออกมาค้นคว้ารายงานศึกษาค้นคว้าของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อผิดพลาด โดยพิมพ์ในวารสาร Mutagenesis บอกว่า หญ้าหวานไม่มีผลทำให้มีการเกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) แต่อย่างใด ดังนี้ได้กระทำทดลองซ้ำอยู่หลายคราว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเยอะมากที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดต้นหญ้าหวานส่งผลน้อยมาก หรือบางครั้งอาจจะไม่มีผลเลย แล้วก็ถัดมาจึงได้มีการวิเคราะห์ความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาเรียนรู้วิจัยโดยมากกล่าวว่าหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็แล้วแต่บอกว่าต้นหญ้าหวานให้เกิดโรคมะเร็งแต่อย่างใด  และยังมีการเรียนทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่ส่งผลการเรียนระบุถึงกลไกการออกฤทธิ์ภายในร่างกายมนุษย์เป็น   กลไกการออกฤทธิ์ของหญ้าหวานคือ สารสกัดของต้นหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลกลูโคสรวมทั้งสารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้เรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า และก็ต่อมรับรสเล็กน้อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้เล็กน้อย  แล้วก็ระบบทางเดินอาหารของคนเราก็สามารถสลายตัวและแยกไกลโคไซด์ของต้นหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลกลูโคสที่ได้นี้จำนวนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง ก็เลยมีกลูโคสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงแต่ส่วนน้อยที่ถูกดูดซับเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลและสารโพลีแซคคาไรด์ (Poly saccharides) บางส่วนจะถูกซึมซับไปสู่ร่างกาย รวมทั้งจำนวนมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา จากการเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการศึกษาเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในของกินในขนาดต่างๆจนถึง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่เจอความเป็นพิษที่ร้ายแรงต่อตับ และก็ไต อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) รวมทั้ง creatinine ในเลือดสูงขึ้น แต่ว่าขนาดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเป็นขนาดที่สูงกว่าขนาดที่ใช้กินในคนมากประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ด้วยเหตุนั้นผลการศึกษาวิจัยถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นระยะเวลาที่ยาวนานจนถึงตอนนี้ปรากฏว่ามีแนวโน้มทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้พิจารณาและก็ประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยอมรับโดยธรรมดาว่าปลอดภัย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดลองการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita รวมทั้งภาควิชา (1979), Okumura
รวมทั้งภาควิชา (1978) รวมทั้ง Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) ทำการทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli รวมทั้ง Bacillus subtilis ผลการทดลอง พบว่า สารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา
ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่พบข้อห้ามใช้ต้นหญ้าหวานที่แจ่มกระจ่าง แต่ข้อควรคำนึงคือ

  • ไม่สมควรบริโภคหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่ระบุในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำยืนยันความปลอดภัยการบริโภคจากอย. กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • เลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชตระกูลเดียวกับหญ้าหวาน ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง ฯลฯ เนื่องจากคนที่แพ้พืชเหล่านี้อาจเสี่ยงมีอาการแพ้หญ้าหวานได้เช่นเดียวกัน
  • ผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานที่กินต้นหญ้าหวานควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และขอคำแนะนำแพทย์ในทันทีหากมีลักษณะแตกต่างจากปกติใดๆก็ตามเนื่องจากว่าต้นหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจจะเป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปได้
  • สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร แล้วก็เด็ก ควรจะหารือแพทย์ก่อนจะมีการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้ซื้อต้นหญ้าหวานบางรายอาจเกิดอาการท้องอืด อ้วก วิงเวียนศีรษะ ปวดกล้าม หรือชะตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคสินค้าหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


3

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากกรรมพันธุ์อันเนื่องมาจากความผิดปกติของการผลิตฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดน้อยลง (thalassemia) แล้วก็หรือสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ (hemoglobinopathy) สำเร็จให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติแล้วก็แก่สั้น (hemolytic anemia) และก็แตกง่าย โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งยังพ่อและแม่ของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีภรรยาจะมีธาลัสซีภรรยาแอบแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีภรรยา (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งจะส่งผลทำให้คนเจ็บเกิดอาการซีดเหลืองเรื้อรังแล้วก็มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีภรรยาจัดเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดในโลก สามารถพบได้ทั่วโลก แต่เจอได้สูงในแถบเอเซียอาคเนย์ และคนภายในถิ่นสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย เจอคนเจ็บโรคนี้จำนวนร้อยละ 1 และเจอผู้เป็นพาหะของโรค หรือคนที่มียีนแอบแฝงราวปริมาณร้อยละ 30-40 แล้วแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกพบผู้เป็นพาหะร้อยละ 30.5
ต้นเหตุของโรคธาลัสซีเมีย มีต้นเหตุมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติด้านกรรมพันธุ์ ที่สามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวอีกนัยหนึ่งผู้เจ็บป่วย (คนที่มีลักษณะแสดงของโรคนี้) จะต้องรับคู่ยีนที่ผิดปกติมาจากฝ่ายพ่อและก็แม่ทั้งสองยีน ส่วนคนที่รับยีนผิดปกติมาจากฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเพียงแต่ฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการป่วยเป็นโรคนี้และก็มีสุขภาพเป็นปกติดี แม้กระนั้นจะมียีนไม่ปกติซ่อนเร้นอยู่ในตัวรวมทั้งสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานถัดไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีภรรยา  เนื่องจากความผิดแปลกทางพันธุกรรมมีได้มากมายลักษณะ โรคนี้จึงแบ่งได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) และก็อนุภาคเบตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวโยงกับความไม่ปกติของยีนสำหรับเพื่อการควบคุมการผลิตโปรตีนโกลบินจำพวกแอลฟารวมทั้งอนุภาคเบตาตามลำดับทั้งยัง 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นชนิดย่อยๆได้อีกหลากหลายประเภท ซึ่งมีความรุนแรงมากมายน้อยนาๆประการ ซึ่งเป็นผลจากการจับคู่ระหว่างยีนไม่ปกติจำพวกต่างๆเป็นต้นว่า ถ้าเกิดคนใดกันแน่รับการถ่ายทอดสารพันธุกรรมประเภท อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีเมีย มาจากพ่อหรือแม่เพียงแค่ฝ่ายเดียว ก็จัดว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีภรรยา พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แต่หากคนไหนได้รับการถ่ายทอดสารพันธุบาปชนิด อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีเมีย มากจากอีกทั้งบิดาและคุณแม่ ก็นับว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีภรรยา ตัวอย่างเช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีเมีย หรือ โรคเบต้าธาลัสซีภรรยาฮีโมโกลบิน เป็นต้น
                สรุปได้ว่าเนื่องมาจากธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงมีความหมายว่า บิดาหรือแม่ของคนป่วยอาจเป็นโรคธาลัสซีภรรยาหรือเป็นพาหะรวมทั้งส่งต่อพันธุกรรมพวกนี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับพันธุกรรมหรือยีนจากบิดาหรือแม่เพียงแค่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียแอบแฝง ไม่ถือได้ว่าเป็นโรค โดยคนที่เป็นธาลัสซีภรรยาแฝงจะไม่เกิดอาการอะไรก็ตามแม้กระนั้นสามารถเป็นพาหะรวมทั้งส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้
ช่องทางเสี่ยงที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีเมียจากกรรมพันธุ์

  • ถ้าบิดาหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายธรรมดาสมบูรณ์ดี ช่องทางที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% แล้วก็โอกาสที่ลูกจะปกติสมบูรณ์เท่ากับ 50%
  • ถ้าหากทั้งยังบิดาและก็แม่ต่างข้างต่างเป็นพาหะของโรค ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะเท่ากับ 50%, โอกาสที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาพอๆกับ 25% และช่องทางที่บุตรจะปกติสมบูรณ์พอๆกับ 25%
  • ถ้าหากบิดาหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายเป็นโรคธาลัสซีเมีย จังหวะที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% รวมทั้งช่องทางที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียพอๆกับ 50%
  • ถ้าหากอีกทั้งบิดาและก็แม่ต่างฝ่ายต่างเป็นโรคธาลัสซีเมีย โอกาสที่บุตรจะมีอาการป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมียพอๆกับ 100%


นอกจากนั้นธาลัสซีเมียแต่ละชนิดยังปรากฏลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์อีกหลายประการ ซึ่งนำมาซึ่งความร้ายแรงของอาการในระดับที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย
อาการโรคธาลัสซีเมีย
โรคทาลัสซีเมียชนิดที่ร้ายแรงที่สุด ตัวอย่างเช่น โรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดรอคอยปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) มีต้นเหตุจากยีนที่สร้างโกลบินชนิดแอลฟาขาดหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถสร้างโกลบินชนิดแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แต่จะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งผอง ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปลดปล่อยให้แก่เยื่อ ทำให้คนที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นลูกในท้องคุณแม่ โดยเด็กอ่อนมีลักษณะอาการบวมน้ำจากภาวการณ์ซีดร้ายแรง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือข้างหลังคลอด
เพียงแค่เล็กๆน้อยๆ เด็กอ่อนจะมีอาการซีดเซียว บวม พุงป่อง ตับและก็ม้ามโต มารดาที่ตั้งครรภ์เด็กทารกที่เป็นโรคนี้ ชอบมีภาวการณ์ท้องเป็นพิษสอดแทรก มักจะมีการคลอดผิดปกติ และตกเลือดหลังหรือก่อนคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการร้ายแรงปานกลางถึงร้ายแรงมาก  ส่วนใหญ่เป็นอนุภาคบีตาทาลัสซีเมียประเภทโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) และเล็กน้อยของอนุภาคบีตาทาลัสซีเมียประเภทเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) มีต้นเหตุที่เกิดจากความไม่ดีเหมือนปกติของยีนที่สร้างโกลบินจำพวกอนุภาคเบตา ผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้เมื่อทารกมีลักษณะเป็นปกติ ไม่ซีด จะซีดเซียวตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการรุนแรงมากมาย) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกลุ่มรุนแรงปานกลาง) อาการสำคัญเป็น ซีดเซียว เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแกร็น น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นหนุ่มเป็นสาวช้า บริเวณใบหน้าแปลก (ตามที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กรุ๊ปที่มีอาการรุนแรงมากมาย ถ้าเกิดไม่ได้รับการดูแลและรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในช่วงระยะเวลา 10 ปี รวมทั้ง 70% เสียชีวิตด้านใน 25 ปี)  ส่วนกลุ่มที่อาการรุนแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่สามารถสมรสมีบุตรหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะอาการน้อย ส่วนมากเป็น โรคเฮโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาทาลัสซีเมีย) แล้วก็บางส่วนของบีตาทาลัสซีเมียประเภทมีเฮโมโกลบินอี ผู้เจ็บป่วยมีภาวการณ์ซีดเซียวนิดหน่อยเหลืองเล็กน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงนิดหน่อย การเติบโตค่อนข้างจะธรรมดา ลักษณะบริเวณใบหน้าปกติ (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพออกจะแข็งแรงรวมทั้งอายุยืนยาวเป็นต้นว่าคนปกติ
โดยธรรมดามักไม่ต้องมาเจอหมอและไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับเลือดรักษา คนไข้เยอะแยะไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคนี้ รวมทั้งบางทีอาจได้รับการวิเคราะห์เมื่อมาพบแพทย์ด้วยต้นเหตุอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน คนป่วยเฮโมโกลบินเอชบางโอกาสบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกฉับพลัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเป็นไข้จากการต่อว่าดเชื้อ คนไข้จะมีลักษณะซีดลงอย่างรวดเร็วแล้วก็ร้ายแรงกระทั่งจำต้องได้รับเลือด
กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมีย พสกนิกรไทยเป็นพาหะมากถึงร้อยละ 35 ถ้ามีญาติเป็นธาลัสซีเมีย อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งมากขึ้น ผัวเมียที่เป็นพาหะทั้งคู่อาจมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีภรรยาได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้โอกาสเป็นโรคธาลัสซีภรรยา หรือพาหะธาลัสซีเมียจะมีประวัติและอากาต่างๆดังนี้
ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคหรือพาหะเป็น

  • ตัวซีดเผือด แล้วก็อาจตรวจเจอตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดลงอย่างรวดเร็วเมื่อมีการไม่สบายอย่างรุนแรง
  • มีประวัติคนในครอบครัวตัวซีดเซียว ตับม้ามโต
  • เคยมีบุตรเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีเมีย
  • เคยมีลูกเสียชีวิตในท้องเนื่องจากว่าสภาวะเด็กทารกบวมน้ำ
  • ตรวจเจอขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าปกติ (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ให้ผลบวกและ Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลจากการบวก


           ถ้าท่านมีข้อบ่งชี้อาการข้อใดข้อหนึ่งดังที่กล่าวมา ก็ควรจะตรวจวิเคราะห์ยืนยันว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีเมียไหม รวมถึงคู่ที่กำลังจะแต่งงาน แล้วก็คิดแผนเพื่อมีลูกหรือกำลังท้องอ่อนๆก็ควรจะได้รับการตรวจด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อประเมินตัวเองและช่องทางเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือพาหะของลูกในท้อง
ขั้นตอนการรักษาโรคธาลัสซีภรรยา การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากความเป็นมาคนป่วยมีอาการซีดเผือดเหลืองมาตั้งแต่เล็ก และก็บางทีอาจพบว่ามีพ่อแม่พี่น้องคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกจากนั้น ยังจะต้องตรวจร่างกายของคนป่วยว่าผู้เจ็บป่วยมีตับโต ม้ามโต ท้องป่อง รูปร่างผอมบางและก็เล็กไม่สมอายุ กล้ามลีบแล้วก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว ใบหน้าแปลก ดังเช่น กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง สันจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงหน้าผิดปกติ ตามที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” หรือเปล่า อาการรวมทั้งลักษณะทางสถานพยาบาลของคนป่วยเป็นข้อมูลที่สําคัญในการวินิจฉัยโรคแต่ว่ามีคนเจ็บโรคธาลัสซีเมียบางประเภท อาการอาจไม่ร้ายแรงการตรวจทางห้องปฏิบัติการก็เลยมีความจําเป็นและสามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องทดลอง อย่างเช่น การวิเคราะห์เลือด (complete blood count, CBC) เพื่อดูสภาวะซีดเผือดค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) และก็ลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสเมียร์เลือดของคนไข้ homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E รวมทั้ง Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) รวมทั้งรูปร่างไม่ดีเหมือนปกติ(poikilocytosis) เป็นต้น ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง MCV และ MCH มีขนาดเล็กกว่า ปกติแล้วก็การตรวจพบ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียได้

การวิเคราะห์ธาลัสซีเมีย (definite diagnosis) จะต้องทําโดยการตรวจพินิจพิจารณาจำพวกของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติจำพวก high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกชนิดของโรคธาลัสซีเมียและก็ฮีโมโกลบินแตกต่างจากปกติให้แน่นอน
การดูแลรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค สามารถจัดตามความร้ายแรงได้ดังนี้

  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทร้ายแรง (severe beta-thalassemia) เป็นมีระดับ baseline Hb ต่ำลงยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal แล้วก็ของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับการรักษาดังต่อไปนี้

  • การปลูกถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะระงับการผลิตเลือด (high transfusion) แล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยจนเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบเกื้อหนุน (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กและตัดม้ามเมื่อม้ามโตจนถึงเบียดอวัยวะอื่นในช่องท้องหรือมีสภาวะม้ามทำงานมากเหลือเกิน
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทร้ายแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) คือหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) ได้แก่คนป่วย β-thal/ Hb E โดยมาก, คนเจ็บ β-thal/ β-thal บางราย รวมทั้ง Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกในการรักษา ดังต่อไปนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะยับยั้งการผลิตเลือดและให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบช่วยเหลือ (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis รวมทั้งการตัดม้ามเมื่อมีอาการตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทรุนแรงน้อย (mild thalassemia) มีระดับ baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) อย่างเช่น Hb H disease โดยมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรจะให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ได้แก่ ซีดเผือดมากมายเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกทันควัน ซึ่งพบได้ทั่วไปเมื่อมีการติดเชื้อ
  • โรคธาลัสซีเมียชนิดไม่มีอาการหรือธาลัสซีภรรยาแอบแฝง (Asymptomatic) ได้แก่ Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, และธาลัสซีเมียซ่อนเร้น ไม่จําเป็นจำเป็นต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นต้องได้ทานยา ควรได้รับคําแนะนําขอคำแนะนำด้านพันธุศาสตร์ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบธรรมดา


การติดต่อของโรคธาลัสซีเมีย ด้วยเหตุว่าโรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดจากการถ่ายทอดทางประเภทกรรมหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย ผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา สามารถดำเนินชีวิตเสมือนคนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาใดๆก็ตามแม้กระนั้นผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาจะมีลักษณะอาการของโรคต่างกัน บางบุคคลตัวซีดเผือดมากมาย ตับม้ามโตมากมาย บางครั้งก็อาจจะต้องได้รับการให้เลือดและก็ยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกมาจากร่างกายเป็นช่วงๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีลักษณะซีดเผือดไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้กินกรดโฟลิก แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เพราะว่ามีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติตนของคนเจ็บและการดูแลคนป่วยโรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง และก็เหมาะสมกับสภาพลักษณะโรคดังต่อไปนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เนื่องจากคนป่วยจะมีร่างกายอ่อนแอติดโรคได้ง่าย แล้วก็ควรจะไปตรวจฟันกับทันตแพทย์ ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันจะผุง่ายดายกว่าคนธรรมดา
  • ไปพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง ปฏิบัติตามที่หมอชี้แนะ แม้มีคำถามควรจะปรึกษาหมอ
  • ไม่สมควรแปลงสถานที่รักษาบ่อยๆเนื่องจากว่าจะมีผลให้การดูแลและรักษาไม่สม่ำเสมอ
  • เมื่อจับไข้ ควรจะเช็ดตัวลดไข้ และให้ดื่มน้ำมากมายๆถ้าหากไข้สูงมากมายควรจะกินยาลดไข้พาราเซตามอลและรีบไปพบแพทย์แม้จะไม่ใช่วันนัด เพราะว่าไข้อาจเป็นเพราะการตำหนิดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ซีดลงมากหรือก่อปัญหาร้ายแรงได้
  • คุ้มครองปกป้องอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก เนื่องจากผู้เป็นโรคธาลัสซีเมียมีภาวะซีดเผือดแล้วก็กระดูกจะเปราะหักง่าย ควรจะบริหารร่างกายตามสมควรกับสภาพร่างกาย และก็ควรจะระวังการเช็ดกกระแทกที่บริเวณท้องเพราะจะมีอันตรายต่อตับและก็ม้ามที่โตได้
  • ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอ ในภาวะป่วยไข้ควรดูแลให้ได้พักผ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เพราะเหตุว่าอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะกับคนที่เป็นโลหิตจางจากสภาวะขาดธาตุเหล็ก แต่ว่าเป็นอันตรายต่อคนป่วยทาลัสซีเมียที่มีสภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่ควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง อย่างเช่น เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • กินยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เนื่องมาจากโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เนื่องจากร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากยิ่งกว่าธรรมดาเพื่อมาทดแทนเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • เลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่รุนแรง


o             ให้ความรักเอาใจใส่ ให้กำลังใจ เพราะว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ดำรงชีวิตตามธรรมดา ไม่หมดหวังต่อการเจ็บป่วย
o             รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ มีโปรตีนสูง (ดังเช่นว่า เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) และก็มีสารโฟเลตสูง (ผักต่างๆ) เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
ของกินที่สมควรสำหรับคนเจ็บโรคธาลัสซีภรรยามีลักษณะดังนี้ คนเจ็บโรคธาลัสซีเมียโดยธรรมดามักจะมีการเติบโตของร่างกายน้อยกว่าปกติ มีภูมิต้านทานต่ำรวมทั้งความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย ด้วยเหตุนั้นอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยธาลัสซีภรรยา เป็นของกินที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลาทะเล เนื้อไก่ ธัญพืชต่างๆเช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวกล้อง ข้าวบาเลย์ เป็นต้น อาหารทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังเช่นว่า ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก เป็นต้น อาหารที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม รวมทั้งวิตามินดีสูงเพื่อปกป้องภาวการณ์กระดูกพรุน อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์นม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ ดังเช่น ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก นอกเหนือจากนี้ควรจะกินอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีแล้วก็วิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดสภาวะการเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย อย่างเช่น มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน ฯลฯ
การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคธาลัสซีภรรยา โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แนวทางคุ้มครองปกป้องที่ดีเยี่ยมที่สุดคือ

  • ปรึกษาหมอเพื่อตรวจเลือดก่อนแต่งงาน หรืออย่างช้าก่อนมีลูก ว่าตนเป็นพาหะหรือไม่
  • สำหรับผู้ที่เป็นพาหะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคทาลัสซีเมียร้ายแรง ควรจะชี้แนะหนทางสำหรับการป้องกันไม่ให้มีบุตรเป็นโรคนี้ ดังต่อไปนี้ ผู้ที่ยังมิได้แต่งงาน โอกาสคือ เลือกคู่สมรสที่ไม่เป็นพาหะเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ ถ้าหากสามีภรรยาเป็นพาหะร่วมกันแล้วก็เสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ หนทางคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก การรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ
  • ฝากครรภ์เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อหมอจะได้ตรวจวินิจฉัยทารกในท้องว่าธรรมดาไหม
  • ควรจะแนะนำให้พี่น้อง ญาติพี่น้อง ไปตรวจเลือด โดยวิธีพิเศษว่าเป็นพาหะหรือไม่ และขอคำแนะนำหมอก่อนแต่งงาน เพื่อวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสมถัดไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่สามัญชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรที่สามารถรักษา/ทุเลาอาการโรคธาลัสซีภรรยา โรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่มีภาวะเลือดจากเรื้อรังจากความเปลี่ยนไปจากปกติทางพันธุกรรม ซึ่ง ณ.เวลานี้ไม่มีรายงานว่ามีสมุนไพรประเภทใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีเมียที่ได้ผลอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ว่ามีรายงานการศึกษาวิจัยแล้วก็ทดสอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีเมีย ดังนี้
สำหรับเพื่อการทดสอบทางสถานพยาบาลของขมิ้นชัน ในคนเจ็บธาลัสซีเมีย เริ่มจาก จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดลองให้คนเจ็บเบต้าธาลัสซีภรรยา/ ฮีโมโกลบินอีรับประทานแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ติดต่อกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้แล้วก็มีอีกการทดลองที่ทำงานทดลองจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่ผู้เจ็บป่วยธาลัสซีภรรยาเด็กชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี พบว่าผู้เจ็บป่วย 5 คนภายใน 8 คน แก่ของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งสำหรับการทดสอบทั้งคู่ครั้งไม่พบอาการข้างเคียงอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกเหนือจากนั้นผลการค้นคว้าในหลอดทดลองของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าเคอร์คูมินอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่มิได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาชนิดเบต้าธาลัสซีภรรยา แล้วก็ยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยและก็เดี๋ยวนี้ยังมีการวิจัยทางสถานพยาบาลเรื่องการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย อีกหลายโรงพยาบาล  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการศึกษาเรียนรู้ต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้คุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคธาลัสซีเมียได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

4
ชื่อสมุนไพร  พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เสมหะพังพอนตัวเมีย , พญาข้อทอง พญาข้อดำ (ภาคกึ่งกลาง) , พญาบ้องคำ (ลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (จังหวัดเชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (ภาษาจีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni  Nees
วงศ์  ACANTHACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน ยกตัวอย่างเช่นทวีปแอฟริกา บราซิล และอเมริกา กึ่งกลาง ส่วนในทวีปเอเชียมีการกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย เมียนมาร์ ลาว เขมร ฯลฯ และเป็นสมุนไพรที่มีแพทย์ท้องถิ่นประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ส่วนในประเทศไทยพบได้มากขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือเจอปลูกกันตามบ้านทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสลดพังพอนตัวเมียมีชื่อคล้องจองกัน มันก็คือ เสมหะพังพอนเพศผู้ แม้กระนั้นแตกต่างกันตรงที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสมหะพังพอนตัวเมียรวมทั้งเพื่อไม่ให้งงมากระหว่างสมุนไพร 2 จำพวกนี้ จึงเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ"
ลักษณะทั่วไป
[url=http://www.disthai.com/16913677/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2]พญายอ[/url] จัดเป็นพรรณไม้พุ่มไม้แกมเถาหรือไม้พุ่มรอคอยเลื้อย มักเลื้อยพิงไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะสะอาด ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบแล้วก็โคนใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวโดยประมาณ 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6 ดอก กลีบดอกไม้เป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ ปากข้างล่างและก็ปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนคือต่อมเหนียวๆอยู่โดยรอบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียสะอาดไม่มีขน ออกดอกในตอนราวๆเดือนตุลาคมถึงม.ค. ผลสำเร็จแห้งแล้วก็แตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้ราว 0.5 ซม. ก้านสั้น ด้านในผลมีเม็ดราวๆ 4 เมล็ด
การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 วิธีหมายถึงการปักชำแล้วก็การแยกเหง้ากิ่งก้านสาขาไปปลูก แม้กระนั้นส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่บริบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ ไหมอ่อนเหลือเกิน ตัดกิ่งชนิดให้มีความยาว 6-8 นิ้ว รวมทั้งมีตาบนกิ่งราว 1-3 ตา ให้มีใบคงเหลือที่ปลายยอด โดยประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงรอบๆรอยตัดของตัวการ แล้วก็กิ่งชนิดเพื่อคุ้มครองป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนผสมทราย (จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง และก็สะดวกสำหรับการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในอุปกรณ์ปลูกลึกราวๆ 3 นิ้ว และก็ปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้เปียกแฉะรวมทั้งรักษาความชุ่มชื้นให้เพียงพอควรจะระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแสงแดดมากมาย กิ่งปักชำจะออกรากด้านใน 3-4 สัปดาห์ แล้วก็ใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกไว้ในหลุมปลูกที่ตระเตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำภายหลังปลูกโดยทันที
การเก็บเกี่ยว ควรจะเก็บใบขนาดกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนจนกระทั่งเกินไป โดยให้ใช้กระบวนการตัดต้นเหนือระดับผิวดินโดยประมาณ 10 ซม. หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นตอเดิมยังสามารถผลิออกแตกแขนงเติบโตได้อีก รวมทั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตถัดไปได้
การดูแลและรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำวันแล้ววันเล่า ถ้าหากแดดจ้าควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วบางทีอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนถ้ามีฝนตกบางครั้งก็อาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเจริญเติบโตเจริญในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำเจริญ แต่ถูกใจดินร่วนซุยผสมทรายที่ระบายน้ำดีเยอะที่สุด  ถูกใจอากาศร้อนชื้น ขึ้นก้าวหน้าในขณะที่มีแดด(แดดไม่จัด) แล้วก็ที่ร่ม
ส่วนประกอบทางเคมี  รากของพญายอ ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และก็มีการทดสอบพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล    (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถหยุดอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกลุ่ม Monoglycosyl diglycerides ดังเช่น    1,   2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol รวมทั้งสารกลุ่ม Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยั้งไวรัสเริมแล้วก็งูสวัด
                ยิ่งกว่านั้นพญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากยิ่งกว่า 20 ชนิด โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความหมายต่อชีวิต เป็นต้นว่า   Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol และก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6  ชนิด    C-Glycosyl flavones อย่างเช่น    Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin รวมทั้งสารสกัดได้จากต้นและก็ใบได้สาร Gluco-sides  5   จำพวก    (1)    Cerebrosides และ  Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร    Triga-lactosyl และก็    Digalactosyl diglycerides 4  สาร    8 จำพวก    สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มเป็น   Chlorophyll A,  Chlorophyll B,  และ    Phacoph-orbide A  รวมทั้งสารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4  ชนิด   Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A  แล้วก็สารประกอบที่พบมาก่อน 3  ประเภท    Entadamide A, Entadamide C   และก็    Trans 3  methylsulfinyl-2-propenol
ผลดี / คุณประโยชน์ สรรพคุณของพญายอตามตำรายาไทย
บอกว่า ใบ – ใช้ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึก ราก  - ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับเมนส์ แก้ปวดเมื่อยบั้นท้าย ชูกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วน 5  (ต้น) -   ใช้ทำลายพิษ โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก  โรคดีซ่าน รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม กลยุทธ์ปวดเมื่อย บวมช้ำ  ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลายประเภท ดังเช่นว่า ครีมพญายอ ใช้ทุเลาลักษณะของโรคเริม และก็ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้ทุเลาอาการผดผื่นคัน ผื่นคัน ตุ่มคัน เป็นต้น
รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้

  • ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน


o             - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี

  • แก้แผลน้ำร้อนลวก


o             ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง
o             นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้า ใช้พอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก มีคุณประโยชน์ดับพิษร้อนเจริญ

  • รักษาอาการอักเสบ ทำลายพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด


o             ใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดวาวไม่อ่อนไม่แก่จนถึงเหลือเกิน)เอามาตำผสมกับสุราหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำหรือเอาน้ำทาแผลแล้วก็เอากากพอกแผล
o             ใช้ใบเสมหะพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน เอามากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เติม glycerine pure ลงไปพอๆกับปริมาณที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสลดพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ถอนพิษต่างๆ

  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้รอบคอบ ผสมกับน้ำซาวข้าว ใช้พอกบนหัวคนเจ็บราว 30 นาที ลักษณะของการมีไข้และก็ลักษณะของการปวดหัวจะหายไป
  • ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (กินอาหารเป็นพิษไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบเสิบสาน) ด้วยการใช้รากสดนำมาต้มกินทีละประมาณ 2 ช้อนแกง
  • ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวประมาณ 10 ใบ กลืนเอาแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง
  • แก้คางทูม ด้วยการกางใบสดโดยประมาณ 10-15 ใบ ตำอย่างระมัดระวังผสมกับเหล้าโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป แล้วก็ลักษณะของการเจ็บปวดจะหายไปภายใน 30 นาที
  • ใช้แก้ฝี ด้วยการใช้ใบเอามาตำผสมกับเกลือแล้วก็สุรา ใช้พอกบริเวณที่เป็น เปลี่ยนยาทุกเช้าตรู่และเย็น


ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการเนื่องมาจากแมลงกัดต่อย และเริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น  ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมแล้วก็สำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอร้อยละ 4 – 5   และสารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนปริมาณร้อยละ 2.5 – 4                  รวมทั้งโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอจำนวนร้อยละ 1.25  ให้ใช้  ทาบริเวณที่มีลักษณะอาการ วันละ 5 ครั้ง
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำโดย carrageenan รวมทั้งลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่รั้งนำให้เกิดโดยฉีดลมรวมทั้งน้ำมันละหุ่ง (1-3) แม้กระนั้นถ้าหากใช้วิธีทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่สามารถลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้เท่าๆกับแอสไพรินขนาด 100 มก./กิโลกรัม (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% และสารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว  สามารถลดหนองและก็การเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% และก็ 48.30% ตามลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคกรัม/มล. ส่งผลต่อ cytokines  ที่เกิดในวิธีการอักเสบเป็นยั้ง  interleukin-1-b แต่ว่าไม่สามารถยั้ง interleukin-6 และก็  tumor necrosing factor-a
ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด  นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization รวมทั้ง plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 แล้วก็ 1:1,200 เป็นลำดับ จะยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนไปสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 รวมทั้ง 1:4,800 ตามลำดับ จะทำลายเชื้อเชื้อไวรัส  Varicella zoster  ในเซลล์  ขนาดมากยิ่งกว่า 1:18,000 แล้วก็ 1:9,600 เป็นลำดับ สามารถทำลายเชื้อเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะมีความเห็นว่าเมื่อเชื้อไปสู่เซลล์แล้วฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสลดน้อยลง
          คนป่วยโรคงูสวัด ปริมาณ 51 ราย  ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป ตามจำพวกของยา แล้วก็ให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม คนเจ็บทุกรายมาพบแพทย์ด้านใน 48 ชม.ภายหลังมีลักษณะ  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน กระทั่งแผลจะหาย พบว่าคนเจ็บหวานใจษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะตกสะเก็ดข้างใน 3 วัน และหายข้างใน 7-10 วัน มีเยอะมากกว่ากรุ๊ปที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ มีระดับความเจ็บปวดต่ำลงเร็วกว่า และไม่พบผลกระทบใดๆ
ฤทธิ์ต้านเริม  สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านทานไวรัส Herpes simplex type 1 และ type 2 โดยตรงก่อนที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ แล้วก็สารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลรวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบไม่อาจจะยับยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
คนไข้โรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชายและก็หญิงปริมาณ 27 คน ได้รับการรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการดูแลและรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน และก็ยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า คนไข้ที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยครีมพญายอ และ acyclovir cream แผลเป็นสะเก็ดในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 ต่างจากแผลของผู้ป่วยที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 แล้วก็หายในวันที่ 7-14 หรือยาวนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่กระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ เคือง ตอนที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
คนป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์จำพวกเป็นซ้ำ ปริมาณ 56 ราย ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการรักษากับยา acyclovir cream ปริมาณ 54 คน และก็ยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะตกสะเก็ดภายใน 3 วัน รวมทั้งหายข้างใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความไม่เหมือนจากการรักษาด้วย acyclovir cream แต่ว่ายา acyclovir cream จะก่อให้แสบแผล (13)
ฤทธิ์แก้ปวด  เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 และ 2,430 มิลลิกรัม/กก.  แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกรั้งนำโดยกรดอะซีติค แล้วก็เพิ่มการซึมผ่านของฝาผนังเส้นโลหิต เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มก./กิโลกรัม จะมีความแรงเท่ากับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มก./กก. สำหรับในการลดการบิดตัว แม้กระนั้นจะมีความแรงน้อยกว่าสำหรับในการลดการซึมผ่านฝาผนังหลอดเลือด เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าท้อง ไม่แสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์หยุดปวดเมื่อใช้วิธี hot water bath  รวมทั้งให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วทางปากหนูถีบจักร  ไม่มีผลลดการบิดตัวของหนูเช่นกัน
ยิ่งกว่านั้น พญายอมีสารออกฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดลองและมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะซิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มก./มิลลิลิตร สามารถยับยั้ง Bacillus cereus แล้วก็ candida albican สาร    Flavonoids รวมทั้ง    Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกประเภท ยั้งแบคทีเรียได้เพราะมี Carbonyl group รวมทั้ง    พญายอยังมีฤทธิ์ต้านทานพิษงู: มีการเรียนรู้พบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์ป้องกันทําลายเซลล์เนื้อเยื่อแผล แม้กระนั้นไม่มีฤทธิ์ยับยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission
การศึกษาทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษ
          การทดลองความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 ก./กก. 48 ชั่วโมง หลังให้ทางปาก แล้วก็มีค่า 3.4 ก./กก. เมื่อฉีดเข้าช่องท้อง การให้สารสกัดทุกวี่วันเป็นเวลา 6 อาทิตย์ ไม่มีผลต่อการเติบโตของหนูขาว แต่พบน้ำหนักไธมัเศร้าใจลงในเวลาที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่พบความแปลกต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะไม่ปรารถนาอื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กก. (หรือเสมอกันใบแห้ง 5.44 กรัม/กิโล) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าท้องหนูเม้าส์ ไม่กระตุ้นให้เกิดอาการพิษอะไรก็แล้วแต่แล้วก็เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มก./กิโล รวมทั้ง 540 มก./กก. ทุกเมื่อเชื่อวัน นาน 6 สัปดาห์ พบว่าไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต แต่ว่าน้ำหนักต่อมธัยมัเสียใจลง ในตอนที่น้ำหนักตับมากขึ้น ไม่เจอความไม่ปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่พบอาการไม่ปรารถนาใดๆ
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง พญายอก็เหมือนกับสมุนไพรประเภทอื่นๆคือ ควรใช้ในจำนวนที่พอดิบพอดีไม่ควรใช้มากเกินไปหรือนานจนเหลือเกินเนื่องจากอาจเกิดผลกระทบต่อร่างกายได้ และในอดีตจะมีการใช้ใบสดเอามาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล แล้วก็ให้ผลการดูแลรักษาที่ดี แต่ในขณะนี้แนวทางนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว เนื่องจากว่าจะชำระล้างแผลได้ยาก รวมถึงอาจทำให้แผลติดเชื้อแล้วก็เป็นหนองจนถึงแผ่ขยายไปยังบริเวณอื่นได้
เอกสารอ้างอิง

  • เสลดพังพอนตัวเมีย.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
  • ฉัตรชัย สวัสดิไขย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.พญายอ.คอลัมน์ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การศึกษาแพยทศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่35. ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม 2561.หน้า106-110
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“พญาปล้องทอง”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 521-522.
  • Alam A,   Ferdosh S,   Ghafoor K,   Hakim A, Juraimi AS,    Khatib A,   et  al.   Clinacanthus nutans: A  review of   the   medicinal uses, pharmacology and    phytochemistry. AsianPac J Trop Med 2016:9: 402-9.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47. http://www.disthai.com/
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Panyakom K.   Strutcural elucidation of bioactive compounds of   clinacanthusnutans (Burm. f.)  lindau leaves [disserta-tion].    Nakhon Rathchasima. SuranareeUniversity of Technology; 2006.
  • ชุตินันท์ กันตสุข.  การทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ของสารสกัดสมุนไพรไทยบางชนิด.  วิทยานิพนธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
  • “พญาปล้องทอง”.  หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 88.
  • Kittisiripornkul S, Bunyapraphatsara, N, Tanasomwong W, Satayavivad J.  The antiinflammatory action and toxicological studies of Clinacanthus nutans.  การประชุม Princess Congress I, 10-13 Dec 1987, กรุงเทพฯ:AC-5.
  • Cherdchu C,   Poopyruchpong N,   Adchari-yasucha R,   Ratanabanangkoon K.   The absence of  antagonism between extracts of   Clinacanthus nutans Burm. and    Naja naja    siamensis venom. Southeast Asian J  Trop    Med    Public Health 1977;8:249-54.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47.
  • Sangkitporn S, Balachandra K, Bunjob M. Chaiwat S, Dechatiwongse Na-Ayudhaya T, Jayavasu C.  Treatment of Herpes zoster with Clinacanthus nutans (Bi Phaya Yaw) extract.  J Med Assoc Thai 1995;78(11):624-7.
  • Dampawan P,   Huntrakul C,   Reutrakul V, Raston CL,    White AH.    Constituents of Clinacanthus nutans and    crystal structureof   Lup-20(29)-Ene-3-One. J  Sci    Soc  Thailand 1977; 3: 14-26.
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์. “เสลดพังพอนตัวเมีย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 562.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • Dechatiwongse T,  Sakkarat S, ShuypromA,   Pattamadilok D,   Bansiddhi J,   Water-man    PG,    et  al.   Chemical constituents of the   leaves of Clinacanthus nutans Lindau.Thai    Journal of  Phytopharm 2001;8(1):1.
  • Satayavivad J, Bunyapraphatsara N, Kittisiripornkul S, Tanasomwang W.  Analgesic and anti-inflammatory activities of extract of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau.  Thai J Phytopharm 1996;3(1):7-17.
  • Thawaranantha D, Balachandra K, Jongtrakulsiri S, Chavalittumrong P, Bhumiswasdi J, Jayavasu C.  In vitro antiviral activity of Clinacanthus nutans on Varicella-zoster virus.  Siriraj Hosp Gaz 1992;44(4):285-91.
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • Tanasomwang W.  The screening of anti-inflammatory action of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau : a critical evaluation of carrangeenan-induced hind paw edema model.  MS Thesis, Mahidol Univ, 1986.
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • Suntararuks S, Satayavivad J, Vongsakul M, Wanichanon C, Thiantanawat A, Akanimanee J.  The study of immunologic effects of Clinacanthus nutans extract in male Wistar rats.  The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st Century, 28 Nov–2 Dec 1999, Bangkok, Thailand: P-24.


5

นิ่วในไต (Kidney Stone)
นิ่วในไตคืออะไร ก่อนที่พวกเราจะมาทำความรู้จักนิ่วในไตนั้น ข้อแรกจำต้องรู้จักโรคนิ่วกันก่อน โรคนิ่วเป็นขี้ตะกอนจากธาตุต่างๆที่รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งๆที่เกิดขึ้นจากมูลเหตุต่างๆอาทิเช่น ขาดสารอาหารต่างๆหลายประเภท โดยเฉพาะ ซิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม รวมทั้งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรืออาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการอักเสบ จากโรคบางประเภท ดังเช่น โรคเก๊าท์ฯลฯ และโรคนิ่วนั้นยังสามารถแบ่งออกเป็นของชนิด เป็นนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งนิ่วในระบบฟุตบาทฉี่ รวมทั้งยังสามารถจัดหมวดหมู่นิ่วในทางเดินเยี่ยวได้อีกตามตำแหน่งที่เกิดนิ่ว อย่างเช่น นิ่วในไต นิ่วในทอไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แล้วก็นิ่วในทอเยี่ยว ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้ มีความไม่เหมือนกันอีกทั้งในส่วนประกอบ ปัจจัย แล้วก็การรักษา แม้กระนั้นในบทความนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะนิ่วในไตเท่านั้น
นิ่วในไต เป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก ประกอบด้วยหินปูน (แคลเซียม) กับสารเคมีรวมทั้งธาตุ นๆได้แก่ ออกซาเลต ยูริก โปรตีน เป็นต้น หรือบางรายอาจจะมีขนาดใหญ่ที่เกิดจากสารตกค้างต่างๆทั้งจากสารอาหารที่พวกเรารับประทานเข้าไป หรือกรดบางจำพวกที่ร่างกายขับออกไม่หมด ซึ่งก้อนนิ่วในไตนี้ ยังไปเพิ่มอัตราเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคไตอีก
จำพวกของนิ่วในไต ก้อนนิ่วมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น ธาตุ (mineral composition) และส่วนที่เป็นสาร อินทรีย์(organic matrix) ซึ่งมีราวๆปริมาณร้อยละ 5-10 เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่พบในปัสสาวะ เป็นต้นว่า โปรตีน ไขมัน และก็คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น ส่วนที่เป็นธาตุมีสาเหตุมาจาก การตกผลึกของสารก่อนิ่วในฉี่ ดังเช่นว่า แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต และก็กรดยูริค สามารถจัดประเภทของนิ่วในไตได้ดังต่อไปนี้ นิ่วสงามไวท์(struvite stones) เจอ ปริมาณร้อยละ 15 กำเนิดในคนป่วยที่มีทางเดินฉี่อักเสบเรื้อรัง นิ่วกรดยูริค (uric acid stones) พบราวจำนวนร้อยละ 6 มีต้นเหตุจากทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง ดังเช่นว่า เครื่องใน สัตว์ปีก ฯลฯ นิ่วซีสตี (cystine stones) เจอโดยประมาณจำนวนร้อยละ 2 มีต้นเหตุจากความเปลี่ยนไปจากปกติของร่างกาย ในการดูดซึมสารซีสตีน นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ในประเทศไทย โดยเจอจำนวนร้อยละ 75-80 ซึ่งจากรายงาน การศึกษาเรียนรู้ที่จังหวัดขอนแก่นพบนิ่วจำพวกนี้จำนวนร้อยละ 88 และที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบอุบัติการณ์ปริมาณร้อยละ 90 นิ่วแคลเซียมออกซาเลตมีต้นเหตุที่เกิดจากแคลเซียมรวมกับกรด ออกซาลิก (oxalic acid) เมื่อไปรวมกับแร่ตัวอื่น ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโปแตสเซียม จะกลายเป็นผลึกออกซาเลต รวมทั้งกลายเป็นก้อนนิ่วในเวลาถัดมา
นิ่วในไตสามารถพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา แต่เจอได้สูงยิ่งกว่าในช่วงอายุ 40 - 50 ปี โดยพบในเพศชายสูงขึ้นยิ่งกว่าเพศหญิงราวๆ 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตบางทีอาจเกิดกับไตเพียงแต่ด้านเดียว โดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันอีกทั้งข้างซ้ายและก็ขวาหรือกำเนิดนิ่วพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่ความรุนแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักแตกต่างกันขึ้นกับขนาดแล้วก็ตำแหน่งของนิ่ว ในประเทศที่รุ่งเรืองแล้ว จะเจอโรคนี้ได้ราว 0.2% ของสามัญชน ส่วนในเอเชียเจอได้โดยประมาณ 2-5%
สำหรับในประเทศไทย เจออัตรา การเกิดโรคนิ่วในไตและก็ในระบบฟุตบาทฉี่ของผู้ป่วยใน จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นจาก 99.25 ต่อ 100,000 ของมวลชน ในปีพ.ศ. 2550 เป็น 122.46 ในปี พุทธศักราช 2553 พบได้ทั่วไปที่สุดในราษฎร ภาคเหนือและภาคอีสาน ในอัตรา 188.55 แล้วก็ 174.67 เป็นลำดับ จากการเล่าเรียน นิ่วในระบบทางเดินฉี่ ในปีพ.ศ. 2552 จำแนกแยกแยะตามครอบครัว และก็ หมู่บ้าน ในประชากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัด ขอนแก่น จำนวน 1,034 ราย (โดยรวมคนที่เป็นนิ่ว อยู่แล้ว 135 ราย) จาก 551 ครอบครัว และ 348 หมู่บ้าน เล่าเรียนด้วยแนวทางถ่ายรูปรังสี Kidney-Ureter Bladder (KUB) พบว่า สมาชิกในครอบครัวปริมาณ 116 ครอบครัว (ปริมาณร้อยละ 21.05) และก็ใน 23 หมู่บ้าน (ร้อยละ 6.61) เป็นนิ่วในไต ตำแหน่งที่พบนิ่วสูงที่สุด คือ ในไต โดยประมาณปริมาณร้อยละ 80 สำหรับในภูมิภาคอื่นๆมีการเล่าเรียนไม่มากนัก แต่มีรายงานการเรียนพบว่า เจอนิ่วเยอะที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปีและ พบในผู้ชายมากกว่าเพศหญิง 3 เท่า และเจอ การเกิดซ้ำ ข้างใน 2 ปี หลังผ่าตัดหรือสลายนิ่วสูงถึง จำนวนร้อยละ 39
ในตอนนี้โรคนิ่วในไตมีลักษณะท่าทางที่สูงขึ้น ในประเทศไทยแล้วก็ทุกภูมิภาคทั่วทั้งโลก การมีนิ่วในไต ทำ ให้การทำ งานของไตเสื่อมลง แล้วก็บางทีอาจรุนแรงจนถึง เกิดภาวะไตวายเรื้อรังและก็โรคไตระยะในที่สุด ซึ่งทำ ให้ เสียชีวิตได้ นอกนั้นโรคนิ่วในไตมีอุบัติการณ์กำเนิดนิ่วซ้ำ สูงมากมาย ทำ ให้ทั้งผู้ป่วยแล้วก็รัฐบาลต้องสูญเสียค่าครองชีพ ในการรักษาอย่างใหญ่โต โดยเหตุนั้นการหลีกเลี่ยงต้นเหตุ เสี่ยงหรือมูลเหตุที่ทำให้เกิดนิ่ว ดังเช่น พืชที่มีออกซาเลต สูง หรือการรับประทานแคลเซียมเม็ดเสริม ควรจะเป็นสิ่งที่ จำต้องคำ ระลึกถึงเพื่อป้องการกันกำเนิดนิ่ว
สิ่งที่ทำให้เกิดนิ่วในไต มีต้นเหตุมาจากหลากหลายต้นสายปลายเหตุ ปัจจัยเสี่ยงทางด้านสภาพแวดล้อม เมตตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และนิสัยการกินของกินของตัวผู้เจ็บป่วยเอง แม้กระนั้นปัจจัยที่สำคัญของการเกิดนิ่วในไตหมายถึงการมีสารก่อนิ่วในเยี่ยวสูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับเหตุเสริมคือ ความจุของเยี่ยวน้อย เป็นเหตุให้เกิดภาวการณ์อิ่มตัวเยี่ยมที่สุดของสารก่อนิ่วในเยี่ยว ก็เลยเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น อาทิเช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต รวมทั้งยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นให้มีการอักเสบ ทำให้เซลล์บุด้านในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดแล้วก็รวมกลุ่มกัน เกิดการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานานจนกลายเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด ในคนธรรมดาที่มีสารยับยั้งนิ่วในฉี่สูงพอเพียงจะสามารถยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ ขึ้นรถเหล่านี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว ดังเช่นว่า สิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ก่อให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดิบได้ดี และขับออกไปกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะลดลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ เว้นแต่สารยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในเยี่ยวหลายประเภทยังปฏิบัติภารกิจป้องกันการก่อผลึกในฉี่ แล้วก็เมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปกับเยี่ยวได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบันมีหลายงานค้นคว้าวิจัยกล่าวว่า ความไม่ปกติของการสังเคราะห์รวมทั้งรูปแบบการทำงานของโปรตีนยั้งนิ่วกลุ่มนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในไต  การเกิดนิ่วในไตยังบางทีอาจเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากโรคอื่นที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น การตำหนิดเชื้อในระบบฟุตบาทเยี่ยว โรคเมตาบอลิก รวมถึงการใช้ยารักษาโรคบางจำพวกอย่างโรคเกาท์ ไทรอยด์ดำเนินงานเกินธรรมดา โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และก็การกินวิตามินดี และก็แคลเซียมเม็ดเสริมมากเกินไป
ลักษณะของนิ่วในไต สำหรับนิ่วในไตโดยมาก ผู้เจ็บป่วยมักไม่มีอาการแสดง แต่จะมีอาการแสดงก็ต่อเมื่อมีการติดเชื้อโรคซ้ำไปซ้ำมาและก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมากมายๆบางทีอาจหลุดออกไปกับการขับปัสสาวะโดยไม่ส่งผลให้เกิดอาการหรือความรู้สึกเจ็บปวดอะไรก็แล้วแต่อาการของนิ่วในไตบางทีอาจไม่ปรากฏให้มองเห็นจนตราบเท่าก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนตัวรอบๆไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างไตและก็กระเพาะปัสสาวะ ทำให้คนป่วยที่มีนิ่วในไตอาจมีอาการกลุ่มนี้ตามมา ดังเช่น ปวดบริเวณข้างหลังหรือช่องท้องด้านล่างข้างใดข้างหนึ่ง อาจเจ็บปวดรวดร้าวลงไปถึงรอบๆขาหนีบ  มีลักษณะปวดบีบเป็นระยะ และก็ปวดรุนแรงเป็นพักๆที่บริเวณดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เยี่ยวเป็นเลือด หรืออาจมีสีแดง ชมพู และก็น้ำตาล  ฉี่แล้วเจ็บ  ปวดท้องเยี่ยวบ่อยมาก  เยี่ยวน้อย  ฉี่ขุ่นหรือมีกลิ่นแรง อาเจียน อ้วก หนาวสั่น เป็นไข้ แล้วก็แม้ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กและก็ตกลมมาที่ท่อไต จะก่อให้เกิดลักษณะของการปวดบิดในท้องรุนแรง เรียกว่า “นิ่วในท่อไต” คนป่วยจะมีลักษณะอาการระคายเวลาฉี่ ต้องการปัสสาวะ แต่ปัสสาวะขัด กะปริดกะปรอย ในเรื่องที่มีการติดเชื้อแทรกจะมีอาการไข้ร่วมด้วย หากปลดปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆโดยมิได้รับการรักษาจะมีผลให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง นำมาซึ่งการทำให้ไตมีรูปร่างรวมทั้งดำเนินการผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆแล้วก็ก่อให้เกิดภาวการณ์ไตวายสุดท้าย
กรรมวิธีรักษานิ่วในไต  หมอวินิจฉัยนิ่วในไตได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจเยี่ยว และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มขึ้นกับอาการคนไข้แล้วก็ดุลพินิจของหมอ เป็นต้นว่า

  • การตรวจฉี่ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขับแร่ที่รวมตัวเป็นก้อนนิ่วมากจนเกินไป หรือมีสารคุ้มครองการเกิดนิ่วที่น้อยเกินไปหรือไม่ รวมทั้งตรวจเม็ดเลือดแดงในฉี่ ตลอดจนตรวจค้นภาวการณ์ติดเชื้อโรค สามารถทำได้โดยเก็บปัสสาวะของคนป่วยทั้งหมดในตอน 24 ชั่วโมง เป็นต้นว่า ถ้าเริ่มนับจาก 8.00 นาฬิกา ในตอนนี้คนป่วยต้องปัสสาวะทิ้งไปก่อน แล้วเก็บครั้งต่อๆไปทุกคราวจนถึง 8.00 นาฬิกาของวันถัดไป
  • การตรวจเลือด ผลของการตรวจเลือดจะสามารถบอกถึงสุขภาพไตของคนไข้ และก็ช่วยให้หมอวินิจฉัยโรคต่างๆได้ แล้วก็วัดระดับของสารที่อาจจะเป็นผลให้กำเนิดนิ่ว โดยคนเจ็บที่มีนิ่วในไตบางทีอาจตรวจเจอว่ามีจำนวนแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดที่มากเกินไป
  • การตรวจโดยมองจากรูปไต วิธีแบบนี้จะช่วยทำให้แพทย์สามารถเห็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นตามทางเดินปัสสาวะ การถ่ายรูปไตมีมากมายหลากหลายวิธีให้เลือกใช้ ดังเช่น การฉายรังสีเอกซ์เรย์ในช่องท้อง ซึ่งอาจจะก่อให้ไม่เห็นก้อนนิ่วในไตขนาดเล็กหรือนิ่วบางชนิด การตรวจด้วยเครื่องอัลยี่ห้อซาวน์ไต เว้นเสียแต่ 2 แนวทางนี้ แพทย์บางทีอาจพินิจพิเคราะห์ใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งอาจจะเป็นผลให้เห็นนิ่วก้อนเล็กๆได้แล้วก็
  • การตรวจ x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) หากเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถมองเห็นนิ่วได้ ถ้าหากเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถที่จะเห็น รวมทั้งการตรวจ IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ และก็สีนั้นจะถูกขับออกทางไตหลังจากฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆข้างหลังฉีดสี เพื่อมองรูปร่าง รูปแบบของไต ว่ามีการตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงแนวทางการทำงานของไต ว่าดีเลิศน้อยแค่ไหน
  • การดูแลรักษานิ่วในไต การดูแลรักษามีหลายแนวทาง แพทย์จะพิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งแรงของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตฯลฯ เพื่อใคร่ครวญเลือกกรรมวิธีที่ดีที่สุดในแต่ละราย บางท่านบางครั้งอาจจะเหมาะสมที่จะรักษาโดยใช้การสลายนิ่ว แต่ว่าบางคนไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว บางทีอาจรักษาได้ด้วยแนวทางอื่นๆคนเจ็บควรปรึกษาแพทย์ถึงกรรมวิธีต่างๆเหล่านี้เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่หมอเลือกวิธีนั้นๆสำหรับในการรักษา


การดูแลและรักษานิ่วในไตขนาดเล็ก  การรักษานิ่วขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 มม. อาจทำได้ด้วยการกินน้ำมากมายๆเพื่อช่วยขับก้อนนิ่วออกมาพร้อมเยี่ยว รวมทั้งควรดื่มให้มากพอ (วันละ 8 – 10 แก้ว) จนถึงฉี่เจือจางปัสสาวะเป็นสีใสๆนิ่วอาจหลุดลงมาเป็นนิ่วในทอไต อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าคนป่วยด้วยนิ่วจำพวกนี้มีอาการ หมออาจพิเคราะห์ให้ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกได้เหมือนกัน
ถ้าเกิดกำเนิดก้อนนิ่วเล็กๆที่ทำให้มีการเกิดความเจ็บปวด แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด อย่างเช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) อะเซตาไม่โนเฟ่น (Acetaminophen) หรือที่รู้จักในชื่อพาราเซตามอล รวมทั้งนาพรอกเซน (Naproxen)
นอกจากนี้ การใช้ยาช่วยขับก้อนนิ่วก็เป็นอีกหนึ่งกรรมวิธีการรักษา แพทย์บางทีอาจสั่งจ่ายยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blocker) ซึ่งเป็นยาช่วยขับก้อนนิ่วออกมาทางเยี่ยว ออกฤทธิ์โดยทำให้กล้ามเนื้อบรรเทา ทำให้ให้ก้อนนิ่วในไตถูกขับออกมาได้เร็วรวมทั้งเจ็บน้อยกว่า
การดูแลและรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ ก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 มม.ขึ้นไปสามารถทำให้มีเลือดออก รวมทั้งคงนำมาซึ่งการก่อให้เกิดแผลที่ท่อไตหรือการต่อว่าดเชื้อในระบบทางเดินฉี่ จนกระทั่งไม่สามารถที่จะหลุดมาเองได้ แพทย์บางทีอาจจะต้องใช้การรักษาประเภทอื่นๆดังนี้

  • การใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 ซม. รักษาด้วยเครื่อง Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy (ESWL) โดยใช้แรงสั่นของคลื่นเสียงทำให้นิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กๆจนกระทั่งสามารถผ่านออกทางการขับฉี่ได้ วิธีแบบนี้คนเจ็บบางทีอาจรู้สึกเจ็บปวดระดับปานกลาง หมอจึงบางทีอาจใช้ยาระงับประสาทเพื่อคนป่วยสงบหรือทำให้สลบแบบตื้น กรรมวิธีการรักษาใช้เวลาโดยประมาณ 45-60 นาที และก็อาจส่งผลข้างๆให้ฉี่เป็นเลือด มีแผลฟกช้ำดำเขียวด้านหลังช่องท้อง เลือดออกรอบบริเวณไตและอวัยวะรอบข้าง รวมทั้งรู้สึกเจ็บเมื่อเสี้ยวก้อนนิ่วเคลื่อนผ่านทางเดินเยี่ยวออกมา การดูแลรักษาโรคนิ่ววิธีแบบนี้ช่วงเวลากว่าเศษนิ่วจะหลุดออกมาหมดนั้นไม่แน่นอน บางรายจะต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือหลายหน ไม่อาจจะรับรองผลของการรักษาได้ทุกราย โดยมีอัตราปลอดนิ่วที่ 3 เดือนราวร้อยละ 75
  • การผ่าตัดก้อนนิ่วออก (Percutaneous Nephrolithotomy) เหมาะสมกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร บางทีอาจใช้ตามหลังการใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว (ESWL) ไม่ได้เรื่อง หมออาจเลือกใช้การผ่าตัดนิ่วด้วยการใช้กล้องส่องทางไกลขนาดเล็กและเครื่องไม้เครื่องมือใส่เข้าไปรอบๆข้างหลังของผู้เจ็บป่วย โดยพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 1-2 วัน แล้วก็มีคุณภาพถึง 72-99 เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้อง สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร แพทย์บางทีอาจใช้กล้อง Ureteroscope เพื่อฉายลำแสงแคบผ่านหลอดฉี่รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ แล้วก็ใช้วัสดุประเภทพิเศษจับหรือทำให้ก้อนนิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กจนถึงสามารถถูกขับออกมาทางเดินเยี่ยวได้ เพื่อลดอาการบวมหลังผ่าตัดรวมทั้งช่วยให้หายเร็วขึ้น จึงอาจมีการใช้ท่อเล็กๆยึดไว้ที่หลอดปัสสาวะด้วย การส่องกล้องนี้พบว่ารักษาเห็นผลถึง 94 เปอร์เซ็นต์ หากเป็นนิ่วเขากวางมีกิ่งไม้มากกว่า 2 กิ่ง หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. แพทย์มักตรึกตรองเป็นการผ่าตัดเปิดตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานสูง เกิดการผลิตฮอร์โมนพาราต่อมไทรอยด์ขึ้นมามากเปลี่ยนไปจากปกติ รวมทั้งเป็นสาเหตุให้กำเนิดก้อนนิ่วจากแคลเซียมฟอสเฟตได้ง่าย การทำงานที่ผิดปกตินี้หากมีเหตุมาจากเนื้องอกที่เติบโตบนต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเอาเนื้องอกดังกล่าวออกจะเป็นช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดนิ่วในไต

  • รับประทานอาหารมีสารที่ก่อการตกตะกอนเป็นนิ่วจำนวนสูงต่อเนื่องดังเช่น รับประทานอาหารมีออกซาเลตสูง ดังเช่นว่า โยเกิร์ต ถั่วที่มีรูปทรงเสมือนไต เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆมะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอควัวลิ ผักโขม ชะพลู ผักกะเฉด แล้วก็ยอดผักต่างๆหรือมีกรดยูริคสูง ดังเช่นว่า เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาทะเล หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy แล้วก็จากพืชบางประเภทอาทิเช่น หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก และก็ถั่วประเภทมีรูปร่างคล้ายไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง
  • การตีบแคบของทางเดินเยี่ยวทำ ให้มี ปัสสาวะค้างข้างในไต
  • ความเข้มข้นของน้ำ เยี่ยว เกิดเพราะว่า คนป่วยดื่มน้ำ น้อยกว่าธรรมดา หรือสูญเสียน้ำ ออกมาจาก ร่างกายมากกว่าปกติ ผู้มีอาชีพเกษตรกรทำ งานกลางแจ้ง จะมีการเสียเหงื่อมากมายทำ ให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง ช่องทางที่สารละลายในปัสสาวะจะตกผลึกจึงมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ บางทีอาจเกี่ยวกับเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละเขตแดนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดเป็นนิ่วขึ้นได้ การบริหารร่างกายอย่างหนัก ทำ ให้มีการสูญเสียน้ำ และ เกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้ฉี่จะมีปริมาณซิเทรตต่ำ ซึ่งการขาดสิเทรตทำ ให้แคลเซียมรวมกับออกซาเลตเป็นแคลเซียมออกซาเลต หรือแคลเซียมรวมกับฟอสเฟตเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งละลายน้ำ ได้ไม่ดี
  • ความเป็นกรด-ด่างของเยี่ยว เยี่ยวที่มี ฤทธิ์เป็นกรดมากบางทีอาจเกิดการตกผลึกของกรดยูริค แล้วก็ซีสทีน ส่วนฉี่ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อาจมีการนอนก้น ของผลึกออกซาเลต ฟอสเฟส และคาบอเนต ซึ่งคนปกติ ในตอน 06.00 น. ฉี่จะมีความเป็นกรดที่ pH 5.2 ในช่วง 18.00 น. จะมีความเป็นกลาง pH 7.0 จึงมี จังหวะเกิดผลึกได้ทั้งยังผลึกกรดยูริค และก็ผลึกแคลเซียม ซึ่งการรวมตัวกันของผลึกทำ ให้เกิดเป็นก้อนนิ่วสุดท้าย
  • โรคเรื้อรังบางประเภทที่ส่งผลให้ภายในร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงขึ้นมากยิ่งกว่าธรรมดาอย่างเช่น โรคของ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์(Parathyroid gland) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมรูปแบบการทำงานของแคลเซียม) ดำเนินการเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงภายในร่างกาย
  • บางทีอาจจากกินวิตามินซี วิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเสริมอาหารปริมาณสูงต่อเนื่อง ดังนั้นการกินวิตามินเกลือแร่เหล่านี้เสริมของกิน ควรจะหารือหมอก่อนเสมอ
  • ยาบางจำพวกทำ ให้เกิดนิ่วได้ดังเช่น ยาขับปัสสาวะ ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ยาระบาย หรือยาลดกรดที่กินอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ทำ ให้กำเนิด นิ่วด้วยกลไกผ่านทางเมตาบอลิค


การติดต่อของนิ่วในไต  นิ่วในไตเป็นโรคที่เกิดจากการตกตะกอนของแร่ต่างๆแล้วก็แคลเซียม (หินปูน) เป็นก้อนผลึกขนาดต่างๆตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น ถุงน้ำดี และก็ ระบบฟุตบาทฉี่ของร่างกาย ซึ่งขาดการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นนิ่วในไต การดูแลตนเองเมื่อเป็นนิ่วในไตและก็เพื่อป้องกันนิ่วย้อนกลับเป็นซ้ำข้างหลังรักษานิ่วหายแล้ว ดังเช่น

  • กินน้ำสะอาดมากๆขั้นต่ำวันละ 2 ลิตรหากไม่มีโรคที่จำต้องจำกัดน้ำ
  • จำกัดของกินที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค แล้วก็สารซีสตีนสูง
  • ไม่กลั้นปัสสาวะนาน รวมทั้งมานะเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ
  • ทำตามหมอ/พยาบาลเสนอแนะอย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยาต่างๆให้ถูกครบบริบรูณ์ ไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • ดูสีและก็รูปแบบของปัสสาวะเสมอเพื่อรีบเจอแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีความผิดธรรมดาเกิด ขึ้นดังเช่นว่า ขุ่นมากมายหรือเป็นเลือดและเมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรจะเก็บไว้แล้วค่อยนำไปเจอหมอ เพื่อเล่าเรียนทางห้องทดลองว่าเป็นนิ่วประเภทใด เพื่อการรักษาแล้วก็การดูแลตนเองได้ถูก ซึ่งเมื่อหมอชี้แนะให้เก็บนิ่วมาให้แพทย์ดู ควรฉี่ในกระโถนหรือเยี่ยวผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • เลี่ยงเครื่องดื่มน้ำอัดลม เพราะอาจก่อให้จำนวนของซิเทรดในฉี่ต่ำลง


การป้องกันตัวเองจากนิ่วในไต ช่วงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วสูงสุดคือ 40-60 ปี และก็อัตราการเกิดเป็นนิ่วซ้ำ พบสูงถึงร้อยละ 50 ภายใน 5 ปี การปฏิบัติตนเพื่อลดการเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการเกิดนิ่วซ้ำ ควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรกินน้ำ วันละ 6-8 แก้ว (2.5 ลิตรหรือมากกว่า) หรือให้ได้ปริมาตรของฉี่มากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในเยี่ยว รวมทั้งลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเท้าฉี่
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟที่เข้มข้นมาก อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำ ให้ระดับแคลเซียมสูงขึ้นในฉี่
  • คนป่วยที่มีน
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณกรดออกซาลิคในผักต่อน้ำ หนักผัก 100 กรัม
           ชื่อผัก                    ปริมาณกรดออกซาลิค ชื่อผัก            ปริมาณกรดออกซาลิค
                                    (มิลลิกรัม)                                            (มิลลิกรัม)
ผักชีฝรั่ง (parsley)               1,700                           หัวไชเท้า                        480
มันสำปะหลัง                       1,260                           ใบกระเจี๊ยบ                    389.5
ใบชะพลู                              1,088.4                        ใบยอ                            387.6
ผักโขม (amaranth)             1,090                           ผักปัง                            385.3
ผักโขม (spinach)                 970                              ผักกระเฉด                     310
ยอดพริกชี้ฟ้า                        761.7                           ผักแพงพวย                   243.9
แครอท                                500                              กระเทียม                       360

  • รับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ (ที่ไม่มีสารออกซาเลต , ยูริกสูง) เพราะเป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว ช่วยให้จำนวนสิเทรต โพแทสเซียม รวมทั้ง pH ของเยี่ยวมากขึ้น แล้วก็ลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต จึงสามารถยับยั้งการเกิดนิ่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รับประทานไขมันจากพืชรวมทั้งไขมันจากปลา เพราะว่าไขมันกลุ่มนี้สามารถลดปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะได้ดีมากยิ่งกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆจึงช่วยลดโอกาสกำเนิดนิ่วซ้ำได้
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษานิ่วในไต
กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa L.

  • องค์ประกอบทางเคมี: มีสาร Anthocyanin รวมทั้งกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น citric acid, mallic acid, tartaric acid, vitamin c ทำให้เยี่ยวมีฤทธิ์เป็นกรด
  • สรรพคุณ: ตำราเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา แก้เสมหะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การเรียนรู้ทางคลินิก: ลดระดับความดันเลือด ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้คนไข้โรคนิ่วในท่อไต ฉี่สะดวกขึ้น ผู้เจ็บป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาฉี่ลดน้อยลง


ขลู่ Pluchea indica (L.) Less.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: เจอสารอนุพันธ์ของ eudesmane กลุ่ม cauhtemone แล้วก็พบเกลือแร่ sodium chloride เหตุเพราะถูกใจขึ้นที่น้ำทะเลขึ้นถึง
  • สรรพคุณ: ตำราเรียนยาไทย: ใช้ ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม เป็นยาขับฉี่ ทั้งยังต้น รสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้ต้มรับประทานรักษาอาการขัดเบา แก้นิ่วในไต ขับฉี่ แก้ปัสสาวะทุพพลภาพ


ตะไคร้   Cymbopogon citratus  Stapf

  • สรรพคุณ ต้น แก้โรคทางเท้าเยี่ยว นิ่ว ขับฉี่ ระดูมาแตกต่างจากปกติ  แก้ฉี่เป็นเลือด แก้โรคหืด  ราก ขับฉี่ แก้นิ่ว แก้เยี่ยวพิการ แก้อาการขัดเบา


ทานตะวัน    Helianthus annuus  L.

  • สรรพคุณ แกนต้น – ขับฉี่ แก้นิ่วในทางเดินฉี่ นิ่วในไต เม็ด – ขับฉี่ ราก – ขับฉี่


สับปะรด    Ananas comosus  (L.) Merr.

  • คุณประโยชน์ ราก – แก้นิ่ว ขับฉี่ ใบสด – เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับเยี่ยว ผลสุก – ขับปัสสาวะ ไส้กึ่งกลางสับปะรด – แก้ขัดค่อย เปลือก – ขับเยี่ยว ทำให้ไตมีสุขภาพดี จุก – ขับเยี่ยว แก้นิ่ว กิ้งก้าน – แก้โรคนิ่ว ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.วิทย์ วิเศษสินธ์.โรคนิ่ววในระบบทางเดินปัสสาวะ.หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • Sritippayawan S, Borvornpadungkitti S, Paemanee A, et al. Evidence suggesting a genetic contribution to kidney stone

6

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส คืออะไร อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แล้วก็ยังแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบได้ทั่วไปในเด็ก โดยทั่วไปจะพบอัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี แล้วก็ 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วนในผู้ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจพบได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พุทธศักราช 2552  มีผู้เจ็บป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั่วราชอาณาจักรและเสียชีวิต 4 ราย แล้วก็ในรอบ 5 ปีให้หลังมีรายงานผู้ตายปีละ 1-3 ราย เมื่อไตร่ตรองตามกลุ่มวัยพบว่ากลุ่มอายุ 5-9 ปี มีอัตราป่วยสูงสุดพอๆกับ 578.95 ต่อมวลชน 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มอายุต่ำลงยิ่งกว่า 5 ปี, 10-14 ปีและกลุ่มวัยมากยิ่งกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บไข้เท่ากับ 487.13, 338.45 รวมทั้ง 58.81 ตามลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนหลังพบว่าจำนวนคนเจ็บโรคอีสุกอีใสมีลัษณะทิศทางสูงมากขึ้น และก็ในปี พุทธศักราช 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนประชาชน 79.82 ต่อแสนพลเมือง แล้วก็ 66.57 ต่อแสนพลเมือง ตามลำดับ
ต้นเหตุของโรคอีสุกอีใส มีสาเหตุจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า เชื้อไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ส่งผลให้เกิดงูสวัด ที่แพร่ไปได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้ป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางเรือลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปนเปในอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะก่อให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่พึ่งจะติดเชื้อเป็นครั้งแรกแล้วก็โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิคุ้มกันชั่วชีวิต แล้วก็ผู้เจ็บป่วยจำนวนมากจะไม่เป็นซ้ำอีก แม้กระนั้นเชื้อบางทีอาจซ่อนอยู่ในปมประสาท รวมทั้งมีโอกาสเป็นงูสวัดได้ในคราวหลัง
อาการของโรคอีสุกอีใส เด็กจะมีไข้ต่ำๆอ่อนล้าและก็เบื่ออาหารเล็กน้อย ในคนแก่มักมีไข้สูง แล้วก็ปวดเมื่อยเรียกตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน คนไข้จะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มจับไข้ หรือ ๑ วันหน้าจากจับไข้ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ภายใน และก็มีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง จากนั้น ๒-๔ วัน ก็จะตกสะเก็ด ผื่นและตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลุกลามไปตามหน้า ลำตัว และก็แผ่นหลัง จะทยอยขึ้นเต็มกำลัง ภายใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในโพรงปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นยุ่ย เจ็บคอ บางรายอาจไม่มีไข้ มีเพียงแค่ผื่นรวมทั้งตุ่มขึ้น ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเริมได้ เนื่องด้วยผื่นตุ่มของโรคนี้จะเบาๆออกระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย ด้วยเหตุนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง แล้วก็บางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยรูปแบบนี้ ชาวบ้านก็เลยเรียกว่า อีสุกอีใส (มีตุ่มสุกตุ่มใส) แต่ผู้ป่วยบางรายบางทีอาจยาวนานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก จนกระทั่งกลายเป็นตุ่มหนองแล้วก็กลายเป็นแผลเป็น)
                เหตุเพราะโรคอีสุกอีใสยังอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกขึ้นได้อีกดังเช่นว่า การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดเชื้อโรคแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ และก็ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
ผู้เจ็บป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะมีลักษณะอาการรุนแรง เป็นต้นว่า หญิงตั้งท้อง ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ตัวอย่างเช่น คนป่วยเอดส์ คนไข้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และคนรับประทานยากด ภูมิต้านทานต่างๆ
หญิงมีครรภ์ที่เป็นโรคนี้ในตอน 20 สัปดาห์แรกของการท้องบางทีอาจท่าให้เด็กในครรภ์พิการแม้กระนั้น กำเนิดได้แม้กระนั้นเจอไม่บ่อย(น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 2) แม้เป็นช่วงๆที่ท้องแม่อาจมีอาการร้ายแรง และก็มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ ร่วมด้วย และถ้าคุณแม่เป็นโรคในตอนใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนถึง 2 คราวหลังคลอด) ทารกแรกเกิดอาจรับเชื้ออีสุกอีใสแล้วก็มีลักษณะอาการร้ายแรงถึงกับตายได้
เมื่อคนเจ็บหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปซ่อนอยู่ที่ปมประสาท และท่าให้เกิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายน้อยลง
กระบวนการรักษาโรคอีสุกอีใส หมอจะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปแล้วก็อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย อาทิเช่น เป็นไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ แม้กระนั้นในบางครั้งที่บอกไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือเปล่ารวมทั้งในผู้ป่วยที่เกิดผลกระทบเข้าแทรก หรือในกรณีจำเป็นจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เด่นชัด แพทย์จะทำทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจหาเชื้อจากตุ่มน้ำ เนื่องด้วยโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสการดูแลและรักษาก็เลยเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาด้วยการใช้ยาต้านไวรัสบางทีอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าเกิดผู้ป่วยได้รับ ข้างใน 24 ชั่วโมงข้างหลังผื่นขึ้น คนเจ็บไม่จ่าเป็นจะต้องได้รับยาต้านทานไวรัสทุกราย หมอจะใคร่ครวญให้ในรายที่มีความเสี่ยง จะเกิดภาวะสอดแทรกร้ายแรงแค่นั้น เป็นต้นว่า

  • ถ้าหากพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (แปลงเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) หมอจะให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มอีก หากเป็นเพียงแค่ไม่กี่จุดก็อาจให้จำพวกทา แต่ว่าถ้าเกิดเป็นมากก็จะให้ชนิดกิน
  • ถ้ามีลักษณะแทรกซ้อนร้ายแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก เป็นต้นว่า ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดศีรษะมาก อ้วกมาก ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้ตัว) ตับอักเสบ (โรคดีซ่าน) หรือมีภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงหมอ
  • ในรายที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันผิดพลาด (ได้แก่ เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคภูมิคุมกันบกพร่อง รับประทานยาสตีรอยด์อยู่นานๆฯลฯ) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด) หรือรับประทานยาแอสไพรินอยู่ นอกเหนือจากให้การรักษาตามอาการแล้ว หมอบางทีอาจให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีสุกอีใส ป้องกันไม่ให้โรคขยายร้ายแรง แล้วก็ช่วยทำให้โรคหายเร็วขึ้น ควรจะให้ยานี้รักษาด้านใน 24 ชั่วโมง หลังออกอาการจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้ตอนหลังๆของโรค


ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคอีสุกอีใส เพราะว่าโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของคนป่วย รวมถึงติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ทั้งการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับคนป่วย การสัมผัสผู้ป่วยหรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยโดยไม่ได้มีการป้องกันตนเองที่ดี รวมถึงการไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสจนครบ ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคอีสุกอีใสได้เช่นเดียวกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวโดยประมาณ 10 - 224 ชั่วโมง แล้วก็ผู้เจ็บป่วยจะเริ่มกระจายเชื้อได้ในตอนโดยประมาณ 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนกระทั่งเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว ดังนั้นระยะกระจายเชื้อในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือนานกว่านี้ในผู้ใหญ่ ก็เลยเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสประเภทนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายแล้วก็เสมหะของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับในการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกข้าวของเครื่องใช้ เช่น แก้วน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าขนหนู ผ้าที่มีไว้ห่ม ที่พักผ่อน ที่เปื้อน ถูกตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากฟุตบาทหายใจของคนป่วยเข้าไป
ฉะนั้นอีสุกอีใสก็เลยเป็นโรคที่ระบาดแพร่ได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่เรียน สถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่อยู่ที่อาศัยทั่วไป สามารถเจอได้ตลอดทั้งปี แม้กระนั้นจะมีอุบัติการณ์เกิดสูงสุดในตอนเดือนมกราคมถึงม.ย.

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าเป็นไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเสมอๆกินน้ำมากมายๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากๆรวมทั้งให้ยาพาราเซตามอลทุเลาไข้ ไม่ควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เพราะเหตุว่ายานี้ อาจจะส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวการณ์สมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายร้ายแรง
  • ถ้ามีอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผื่นผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าหากคันมากให้รับประทานยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนบรรเทา ผู้เจ็บป่วยควรจะตัดเล็บให้สั้น และพากเพียรอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจจะส่งผลให้มีการติดเชื้อแปลงเป็นตุ่มหนองแล้วก็เป็นแผลเป็นได้
  • ถ้าเกิดปากเปื่อยยุ่ย ลิ้นเปื่อย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว พากเพียรกินอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับของกิน ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้รับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบำรุงด้วยของกินพวกโปรตีน (เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
  • ควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักอยู่บ้าน เพื่อคุ้มครองปกป้องไม่ให้แพร่ระบาดให้คนอื่นๆ ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้คนอื่นๆ คือ ตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมง ก่อนมีตุ่มขึ้นจนตราบเท่า 6 วัน หลังตุ่มขึ้น
  • ควรจะเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนต่างๆโดยปกติอาการ จะค่อยดีขึ้นได้เองด้านใน 1-3 สัปดาห์ แม้กระนั้นถ้าเกิดพบว่ามีอาการหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุๆก ดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดหัวมาก อ้วกมากมาย เจ็บหน้าอก หรือตุ่มกลายเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรไปพบ หมออย่างรวดเร็ว
  • คนเจ็บควรจะพักและก็กินน้ำมากมายๆขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว
  • คนไข้ควรแยกตัวออกไปอยู่ต่างหากกระทั่งพ้นระยะติดต่อ รวมถึงแยกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม อื่นๆอีกมากมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำจากสมุนไพร (ได้แก่ ยาเขียวหอม ที่บรรจุอยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.๒๕๕๖) ไม่นับว่าเป็นข้อที่ไม่อนุญาตหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดูแลรักษาโรคนี้ คนป่วยสามารถใช้ร่วมกับการดูแลรักษาปกติได้ แถมยาเขียวยังช่วยทำให้กินน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขข้อกำหนดแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงรวมทั้งช่วยลดโอกาสในการเป็นผลข้างเคียงสอดแทรกจากการติดเชื้อโรค
การปกป้องตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เนื่องมาจากโรคเปล่งปลั่งสามารถแพร่ได้ง่ายโดยทางการหายใจ ควรต้องแยกคนป่วยออกจากเด็กตัวเล็กๆ หญิงตั้งท้อง และคนที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน
  • ควรจะให้คนป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านเพื่อปกป้องไม่ให้แพร่ระบาดให้ผู้อื่น
  • ไม่สัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส ถ้าเกิดจะต้องมีการป้องกันตนเองอย่างยอดเยี่ยม ยกตัวอย่างเช่น สวมถุงมือ ใส่หน้ากากอนามัยและก็ควรจะรีบล้างมือภายหลังสัมผัสกับคนเจ็บ ฯลฯ
  • เดี๋ยวนี้มีวัคซีนฉีดคุ้มครองโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างแพง (ราวเข็มละ 800-1200 บาท) ควรฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียง 1 เข็ม จะป้องกันโรคได้ตลอดกาล ถ้าหากฉีดตอนโต ถ้าหากอายุต่ำยิ่งกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงแค่เข็มเดียว แม้กระนั้นถ้าหากอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 อาทิตย์ หลังฉีดวัคซีน ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 อาทิตย์ ดังนี้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนประเภทนี้ห้ามฉีดในหญิงตั้งท้อง มีภาวะภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน บางทีอาจเกิดภาวะสอดแทรกร้ายแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) ถ้าเกิดยังไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะขอคำแนะนำหมอ ตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง ถ้ายัง แพทย์อาจแนะนำให้วัคซีนป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อทารกในท้องขณะมีครรภ์ และก็ข้างหลังฉีดยาประเภทนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน ก็เลยจะสามารถมีท้องได้โดยสวัสดิภาพ
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป และฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 4-6 ปีหรือบางทีอาจฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างต่ำ 3 เดือน ซึ่งภูมิต้านทานจะขึ้นดีมากกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการศึกษาเล่าเรียนในเด็กอายุ 1-12 ปี ข้างหลังได้รับวัคซีนครั้งแรก จะมีภูมิต้านทานในระดับที่ป้องกันโรคได้จำนวนร้อยละ 85แล้วก็เพิ่มขึ้นเป็นปริมาณร้อยละ 99.6 หลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้เจ็บป่วยโรคนี้ การฉีดวัคซีนบางทีอาจไม่ทันกาล หากต้องหมอบางทีอาจชี้แนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิต้านทานเข้าไปโดยตรง ชอบฉีดให้กับผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงตั้งท้อง คนที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานผิดพลาด ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และเด็กทารกที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 ครั้งหน้าคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในขณะนี้ทำมาจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วนำมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมี 3 ชนิดเป็นVarilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,000 PFU, และก็ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 1,400 PFU ทั้งปัจจุบันนี้ยังมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม ได้แก่ วัคซีนรวมหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สะดวก และไม่จำเป็นต้องเจ็บตัวเยอะขึ้น
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/บรรเทา อาการโรคอีสุกอีใส

  • เสลดพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งคือ พญายอ ซึ่งเสมหะพังพอนตัวเมียไม่เหมือนกับเพศผู้ คือ ตัวเมียไม่มีหนาม ใบเพศผู้มีสีแก่กว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกตัวผู้มีสีส้นสด ขั้นตอนการให้เด็ดใบเสมหะพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาโขลกหรือปั่นให้ถี่ถ้วนผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มสุกใสบ่อยๆจะช่วยบรรเทาอาการคัน รวมทั้งทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยทำให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณกล่าวว่า คุณประโยชน์ของผักชีเป็นเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการเรียนพบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) และก็ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและก็เมล็ดสะเดามีคุณภาพสำหรับการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและก็เชื้อไวรัสสูง ด้วยเหตุนี้ ก็เลยสามารถทุเลาลักษณะของโรคที่เกิดจาก ไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินไป 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที แล้วชูลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพอเพียงอาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง รุ่งเช้า กลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆดีขึ้น
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวขยุ้มมือต้มกับน้ำท่วมยาจนถึงเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ทีละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยต่อเนื่องกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะทุเลาลง
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.



Tags : โรคอีสุกอีใส

7

มะดัน
มะดัน Garcinia schomburgkiana Pierre มะดัน (ภาคกึ่งกลาง)
ต้นไม้ สูง 4-10 มัธยม กิ่งเป็นสี่เหลี่ยม สีออกดำ ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ รูปไข่กลับ กว้าง 25 มิลลิเมตร ยาว 9 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนสอบ ขอบเรียบ เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง เส้นใบมีราว 20 เส้น ก้านใบยาวราวๆ 5 มม. ดอก ออกตามง่ามใบ มีดอกเพศผู้รวมทั้ง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นกลุ่มๆละ 3-6 ดอก ก้านดอกยาว 1-2 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ ค่อนข้างจะกลม งอเป็นกระพุ้ง กว้าง 3.5 มิลลิเมตร ยาว 5 มม. กลีบดอกไม้มี 4 กลีบ รูปรีปนรูปไข่ กว้างราวๆ 3 มิลลิเมตร ยาว 6.5 มิลลิเมตร ปลายกลม โคนสอบแคบ ดอกเพศผู้ มีเกสรเพศผู้เยอะมากๆ เรียงเป็น 5-6 วง บนฐานดอก ก้านเกสรสั้น เป็นสี่เหลี่ยม อับเรณูมี 4 พู เห็นได้ชัด ไม่มีเกสรเพศเมีย ดอกสมบูรณ์เพศ  มีเกสรเพศผู้ 10-20 อัน รวมกันเป็นกรุ๊ป 4 กลุ่ม รังไข่มี 5 ช่อง ยอดเกสรแยกเป็น 5 แฉก ผล รูปรี หรือ ขอบขนาน กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ผิวบางหมดจด สีเขียวเป็นมัน รสเปรี้ยวมากมาย

นิเวศน์วิทยา : มีปลูกตามบ้านสวนปกติ
คุณประโยชน์ : ใบ ผลรวมทั้งราก ปรุงเป็นยาถูเสมหะ แก้รอบเดือนเปลี่ยนไปจากปกติ แก้ไอ ผล ดองน้ำเกลือ แก้น้ำลายเหนียวในคอ

Tags : สมุนไพร

8

สมุนไพรกัญชาเทศ
กัญชาเทศ Leonurus sibiricus L.
บางถิ่นเรียก กัญชาเทศ (จังหวัดราชบุรี) ซ้าซา (นครพนม) ส่าน้ำ (เลย)
     ไม้ล้มลุก สูง 1-1.50 ม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม กลวง มีขนนุ่ม หรือ สะอาด ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม ใบที่อยู่ใกล้ยอดลักษณะเป็นแถบ ยาว 4-5 เซนติเมตร ส่วนใบที่อยู่ใกล้โคนต้นเป็นแฉกไม่บ่อยนัก ยาว 5-7 เซนติเมตร ใบอ่อนข้างบนมีขน ขนจะค่อยๆหลุดร่วงไปตามอายุ ข้างล่างสีอ่อนมีขนละเอียดเรี่ยราย มีขนมากตามเส้นกึ่งกลางใบ แล้วก็เส้นใบ ก้านใบยาว 2-4 ซม.  สมุนไพร ดอก ออกเป็นกลุ่มตามง่ามใบ มองเผินๆเหมือนออกรอบกิ่ง ริ้วตกแต่งรูปลิ่มหัวกลับ หรือ คล้ายหนามยาว 4-10 ซม. กลีบหมดจดเชื่อมกันเป็นรูปกรวย ยาว 4-5 มิลลิเมตร หมดจด หรือ มีขนกระจาย ปลายกลีบเป็นแฉกรูปลิ่มกลับ 5 แฉก กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นปาก ยาว 10-11 มม. ปากบนตั้งตรง รูปไข่กลับ ขอบเรียบ ด้านนอกมีขน ปากล่างมี 3 หยัก หยักกึ่งกลางปลายเว้า มีขนละเอียดเกสรเพศผู้มี 4 อัน อยู่ใต้ปากบนของกลีบ ติดเป็น 2 คู่ คู่ข้างล่างมีก้านเกสรยาวกว่าคู่บน อับเรณูมี 2 พู ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 2 แฉก ผล รูปรี ยาวประมาณ 2 มม. ข้างบนตัด มีกลีบเลี้ยงซึ่งขยายโตตามผล ติดอยู่ 6-7 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามที่รกร้างทั่วๆไป หรือ ปลูกเป็นไม้ประดับ
คุณประโยชน์ : ใบ รวมทั้งราก น้ำยางที่ใช้เป็นยาลดไข้ ยาบำรุง แก้น้ำเหลืองเสีย ตำเป็นยาพอกแก้ปวดหัว ใบแห้งสูบได้ แต่มีฤทธิ์ไม่เท่ากับกัญชา alkaloid leonurine ที่พบในใบ จะออกฤทธิ์คล้ายกับ curarc มากมาย โดยจะกดปลายประสาททำให้ชา ต้น น้ำสุก ใช้ขับน้ำคร่ำ ขับรอบเดือน รวมทั้งแก้เยื่อบุมดลูกอักเสบ เม็ด จีนใช้เข้าเครื่องยาขับเสลด ยาบำรุงรวมทั้งช่วยการไหลเวียนของโลหิต ขับปัสสาวะ แก้อาการบวมน้ำ ขยายเส้นโลหิต แล้วก็ลดความดันโลหิต

9

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่เจอในประเทศไทย (ไม่รวมตะพาบน้ำ) มีอย่างน้อย ๒๒ จำพวก จัดอยู่ใน ๕ สกุล เป็น
๑.ตระกูลเต่าทะเล(Cheloniidea) พบ ๔ จำพวกเป็น เต่าตนุ(เต่าแสงตะวัน) เต่าต้นหญ้า เต่ากระ และเต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม อาจเรียงต่อกัน(ยกตัวอย่างเช่น เต่าตนุ) หรือทับกันบางส่วน (ได้แก่ เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ขาข้างหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
สมุนไพร
๒.วงศ์เต่าเฟื่อง(dermochelyidae) พบเพียงประเภทเดียวหมายถึงเต่าเฟือง (มักเรียกกันไม่ถูกเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวเรียกตัวบนหลังจากคอลงไปถึงก้น ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสันบนข้างหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แต่จะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังปกคลุมแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ยาวกว่าขาของเต่าสมุทรอื่นๆขาข้างหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ และใช้ขุดหลุมเมื่อจะวางไข่
๓.ตระกูลเต่าน้ำจืด(Emydidae) เจออย่างน้อย ๑๓ จำพวก ดังเช่นว่า เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่านา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม แล้วก็เต่าแก้มแดง เต่าในวงศ์นี้สามารถหดหัวเข้าไปไว้ภายในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วรวมทั้งเล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดขึงไม่มากก็น้อย บนหัวปกคลุมด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดเสมือนหัวเต่าบก แต่ว่ารอบๆท้ายทอยนั้น หลังอาจลายทำให้มองเหมือนเกล็ด

๔.วงศ์เต่าปูลู(Platysternidae) เจอในประเทศไทยเพียงแค่ชนิดเดียว คือเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญคือกระดองบนกับกระดองข้างล่างเป็นคนละชั้น ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งคู่แบนเข้าพบกันมากมาย โดยเฉพาะที่อก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองมิได้ หัวคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้เป็นชิ้นเกล็ดราวกับเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แต่ว่าไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมาก มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.วงศ์เต่าบก(Testudinidae) เจอ ๓ ชนิด คือ เต่าหก เต่าเดือย และก็ เต่าเหลือง เต่าในวงศ์นี้ต่างจากเต่าน้ำในตระกูลอื่นๆตรงที่ขา ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวและที่ขา

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: 14-12-2017 , 08:34:57 »

ตะไข้
จระเข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีสามีหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายรวมทั้งใช้ฟาดต่างอาวุธ เป็นประจำหาเลี้ยงชีพในน้ำ ตะเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ภาคใต้เรียกเข้ ในตำรายาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมกฎนั้น  จระเข้ที่จัดอยู่ในวงศ์ตะไข้ (Crocodylidae) มีทั้งปวง ๒๒ ประเภท  แบ่งออกได้เป็น ๓ ตระกูลย่อย คือ
๑. สกุลย่อยไอ้เข้ (Crocodylinae) มีทั้งหมดทั้งปวง ๑๔ จำพวก แบ่งเป็น ๓ สกุล ไอ้เข้ที่เจอในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลตะไข้ (Crocodylus) มีทั้งหมดทั้งปวง ๑๒ ชนิด พบในประเทศไทยเพียง ๒ จำพวก และสกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียงแค่ ๑ ชนิด
๒.ตระกูลย่อยจระเข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งสิ้น ๗ ประเภท  แยกเป็น ๔ สกุล  ไม่เจอในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
จระเข้ที่จัดอยู่ในสกุลย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในตระกูลย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยปกติคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันข้างล่าง  ฟันด้านล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เพราะฟัน ๒ ซี่นี้สอดลงในรูที่ฟันด้านบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนและก็ฟันล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉออกมาด้านนอก  มองเห็นได้ถึงแม้เวลาปิดปาก
๓.วงศ์ย่อยตะโขงประเทศอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียง ๑ สกุล แล้วก็มีเพียงแต่ ๑ จำพวกเพียงแค่นั้น คือตะโขงประเทศอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  พบตามแหล่งน้ำจืดรวมทั้งแม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของอินเดีย  ปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูฏาน และพม่า  แม้กระนั้นไม่พบในไทย
สมุนไพร สมัยเก่าพบไอ้เข้อยู่ตามป่าริมน้ำ  ลำห้วย  คลอง  หนอง  บึง  เคยมีจำนวนไม่ใช่น้อย  จึงมีการจับไอ้เข้มากินเป็นอาหารและก็ใช้ส่วนต่างๆของไอ้เข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  เดี๋ยวนี้เมื่อมีคนมากขึ้น  ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป  ในขณะที่ต้องจริงได้แก่การใช้พื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ดินทำมาหากินและที่พักอาศัย  รวมทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้ปริมาณไอ้เข้ในธรรมชาติต่ำลงมากจนแทบสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ  อาจพบบ้างตามแหล่งน้ำในเขตสงวนบางแห่ง อย่างไรก็แล้วแต่  เป็นโชคดีที่ถึงแม้ว่าไอ้เข้จวนสิ้นซากไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แต่ว่านักธุรกิจของเราก็ประสบผลสำเร็จสำหรับในการเพาะพันธุ์ไอ้เข้  ทำให้มีจำนวนไอ้เข้มากขึ้น แปลงเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดอยากได้  และก็ให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์ประเภทนี้ในธรรมชาติ  ผลิตมาจากตะไข้ที่เพราะเหตุว่าประเภทขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไอ้เข้  ดีไอ้เข้  หรือหนังตะไข้  เปลี่ยนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่เย้ายวนใจนักท่องเทียวทั้งๆที่เป็นคนประเทศไทยรวมทั้งเป็นคนต่างประเทศให้มาเยี่ยมชมปีละเป็นจำนวนมากๆ
ตะไข้ในประเทศไทย
ตะไข้ที่พบในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ ประเภท คือ สกุลตะไข้ (Crocodylus) มี ๒ จำพวก เช่น ตะไข้น้ำจืดหรือจระเข้บึง (Crocodylus siamensis Schneider)  กับตะไข้น้ำเค็มหรือไอ้เข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  และก็สกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ ชนิดเป็นตะโขงหรือไอ้เข้ปากนกกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์เหล่านี้มีผัวหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกหัวขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายแล้วก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำไอ้เข้จะฟาหางได้เมื่อขาหลังถึงพื้นเพียงแค่นั้น)
๑.ไอ้เข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นจระเข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นเป็นมีแถวเกร็ดนูนบนด้านหลังหอย  และก็มีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตาอีกทั้ง ๒ ข้าง ตะไข้ประเภทนี้เจออาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง บึง และแม่น้ำ  โดยเฉพาะบ่อน้ำที่แยกออกจากแม่น้ำ  แล้วก็สายธารที่ไหลเฉื่อยๆที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยพบได้ทั่วไปที่บ่อน้ำบอระเพ็ด  แต่ว่าตอนนี้แทบไม่เจอในแหล่งธรรมชาติเลย  จระเข้ชนิดนี้กินปลาเป็นอาหารหลัก  โตเต็มที่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  สืบพันธุ์ในตอนธันวาคมถึงมีนาคม ตัวเมียตกไข่ในม.ย.และก็เดือนพฤษภาคม  ออกไข่ครั้งละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.ตะไข้น้ำเค็ม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นจระเข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไอ้เข้ที่ยังมีเผ่าพันธุ์อยู่ในปัจจุบัน  ลำตัวบางทีอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  รอบๆท้ายทอยไม่พบแถวเกร็ดนูนได้แก่ที่พบในทะเลน้ำจืด  และรอบๆหน้าผากมีสันจางคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าพบกัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   ตัวผู้โตเต็มที่เมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวภรรยาโตสุดกำลังเมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียวางไข่ครั้งละโดยประมาณ  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่แตกต่างกัน จระเข้น้ำจืด ไอ้เข้น้ำเค็ม
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่ได้ส่วนนัก เรียวยาว ได้ส่วนกว่า
๒.ท่อนหัว รูปสามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่ข้างหลังตาสูง แล้วก็เป็นสันมากยิ่งกว่า รูปสามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.รอบๆกำดัน มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาหลัง พังผืดเห็นไม่ชัดเจน  มีพังผืดเห็นได้ชัดราวกับขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ ตะไข้ปากนกกระทุงเหว เป็นจระเข้พันธุ์ที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งของไทย ลำตัวบางทีอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวคล้ายปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่าย ตะไข้ชนิดนี้พบเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำและก็หนองน้ำจืดที่มีบริเวณติดต่อกับแม่น้ำ บางทีอาจเจอได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีรายงานว่าเจอไอ้เข้ปากนกกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาประเภทสัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอกไม้เพลิงโต๊ะแดง จังหวักนราธิวาส แต่ว่าเจอเพียงแค่ที่ละ ๑-๒ ตัว จระเข้จำพวกนี้รับประทานปลาแล้วก็สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายชนิดเป็นของกิน โตสุดกำลังเมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียวางไข่ทีละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  และก็ฟักเป็นตัวในช่วงฤดูฝน
๔.จระเข้ลูกผสม  เป็นไอ้เข้ผสมรหว่างตะไข้น้ำจืดกับตะไข้น้ำทะเล คนไทยเป็นผู้สำเร็จสำหรับเพื่อการผสมตะไข้ ๒ ประเภทนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีกลาย ตะไข้พันทางมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด และก็นิสัยที่ดุร้ายเสมือนตะไข้น้ำเค็ม แต่มีขนาดโตกว่า (เมื่อโตสุดกำลังมีปริมาณยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากยิ่งกว่า ๑,๒๐๐ โล) จัดเป็นไอ้เข้ประเภทที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ไอ้เข้ลูกผสมเริ่มออกไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี ตกไข่ราวทีละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากกว่าการวางไข่ของไอ้เข้น้ำทะเล ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมากมาย เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีวางไข่ราวทีละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่ครึ้มกว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง และเมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปตกไข่ทีละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของไอ้เข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าตะไข้กำเนิดและมีวิวัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีกลาย  ปัจจุบันนี้มีจระเข้ในโลกนี้ราว ๒๒ ประเภท กระจัดกระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั้งโลก  โดยยิ่งไปกว่านั้นรอบๆที่มีอุณห๓ไม่เฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา จระเข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในฤดูร้อนหรือในตอนกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในช่วงฤดูหนาวจึงออกมาผึ่งแดด เป็นปกติถูกใจนอนบนริมฝั่งน้ำที่สงบเงียบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาหรือภูมิอากาศ  ดังเช่นว่า  ก่อนเกิดพายุฝนฟ้าคะนองหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ตะไข้จะส่งเสียงร้องออกจากลำคอเหมือนเสียงคำรามของสิงโต  แล้วก็ตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ตะไข้ไทยแก่เฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แต่โตเต็มที่รวมทั้งสืบพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปีขึ้นไป พวกเราสามารถจำแนกแยกแยะตะไข้เพศผู้รวมทั้งจระเข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะด้านนอกเมื่อตะไข้แก่ตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป ไอ้เข้เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำแค่นั้น ฤดูผสมพันธุ์มักเป็นหน้าหนาว  เป็นในราวธ.ค.ถึงก.พ.  เมื่อผสมพันธุ์กัน  ตัวผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียและตวัดข้างหลังหางรัดตัวเมีย ใช้เวลาผสมพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที จระเข้ตัวเมียตั้งครรภ์ราว ๑ เดือน  และก็เริ่มวางไข่ในราวมีนาคมถึงพ.ค.  ไอ้เข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่สมควร ไม่มีอันตราย  รวมทั้งใกล้แหล่งน้ำ  แล้วกวาดเอาใบไม้และต้นหญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ ซม. กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับออกไข่  แล้วจึงขุดหลุมกึ่งกลางแล้วออกไข่ โดยใช้เวลาวางไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อออกไข่เสร็จจึงกลบให้แน่น ไข่ไอ้เข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดเล็กน้อย  แต่ว่าเล็กมากยิ่งกว่าไข่ห่าน ไอ้เข้ตัวเมียวางไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่ไอ้เข้แต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน เมื่อถึงกำหนดช่วงเวลาฟัก  ลูกไอ้เข้จะร้องออกมาจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่จระเข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดค้นไปในรังจนกระทั่งไข่ ลูกจระเข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่สามารถที่จะเจาะเปลือกไข่ได้ แม่จระเข้จะคาบไข่เอาไว้ภายในปากและขบให้เปลือกแตกออก ลูกจระเข้ทารกมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  ซม.   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมแล้วก็ใช้กัดได้แล้ว รวมทั้งมีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นอาหารได้อีกราว ๑0  วัน เมื่อของกินหมดแล้วก็จระเข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารกินเอง ไอ้เข้มีระบบย่อยอาหารที่ดีมาก สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ จระเข้เมื่อโตสุดกำลังมีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่งอกขึ้นมาแทนที่ในระยะเวลาไม่นาน ฟันไอ้เข้เป็นกรวยซ้อนกันเป็นชุดๆอยู่ภายในเหงือก ๓ ชุด ตะไข้มีลิ้นใกล้กับพื้นปาก เมื่อตะไข้อ้าปากจะมองเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วไปที่พื้นปากด้านล่าง   รอบๆนั้นเป็นจุดที่ไอ้เข้ใช้บอกไม่เหมือนกันของรสชาติของกินที่กินเข้าไป ส่วนลึกในโพรงปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อคุ้มครองปกป้องน้ำเข้ากันเมื่อจระเข้อยู่ในน้ำ จมูกจระเข้อยู่ส่วนโค้งของปลายด้านบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลามุดน้ำจะปิดสนิทเพื่อปกป้องน้ำเข้าจมูก จระเข้หายใจรวมทั้งดมกลิ่นด้วยจมูก ในโพรงปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ด้านใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
จระเข้มี ๔  ขา แต่ขาสั้น ดูไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาข้างหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว ไอ้เข้ไม่อาจจะคลานไปไหนได้ไกลๆแม้กระนั้นในระยะสั้นๆทำเป็นเร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อต้อง จระเข้สามารถคลานลงน้ำและว่ายน้ำได้ อย่างเงียบเชียบ  เวลาจับเหยื่อในน้ำ ไอ้เข้จะเคลื่อนตัวเข้าพบเหยื่ออย่างช้าๆ เหมือนขอนไม้ลอยน้ำมา ครั้นเมื่อได้โอกาสและก็ระยะทางพอเหมาะก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างแม่นยำ เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยรับประทาน   ฟันไอ้เข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อและฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป ไม่ได้มีไว้สำหรับเคี้ยวของกิน
ตะไข้สามารถลอยน้ำได้โดยการดมลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วประคองตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำแล้วก็หางโบก แต่สำหรับเพื่อการพุ่งตัวและว่ายน้ำด้วยความรวดเร็วนั้น   ตะไข้ใช้เพียงหางอันมีพลังโบก ไปๆมาๆอย่างเร็วเพื่อให้ตัวพุ่งไปด้านหน้า ไอ้เข้มีความรู้และมีความเข้าใจในการมองเห็นที่ดีแล้วก็ไวมาก สามารถดูภาพได้  ๑๘0  องศา ทั้งสามารถมองเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของจระเข้มีความไวและก็เร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป ไอ้เข้ยังลืมตารวมทั้งมองเห็นในน้ำได้  เมื่อตะไข้ดำน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อปกป้องการเคืองตา จระเข้ยังมีหูที่รับเสียงเจริญ หูไอ้เข้เป็นร่องอยู่ข้างดวงตาจระเข้ ๒ ข้าง นอกนั้นไอ้เข้ยังรับรู้อันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ซึ่งสามารถรับความรู้สึกจากการกระตุกกระเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

11

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร(คณาเภสัช)[/url][/size][/b]
ในการประกอบยาหรือปรุงยานั้น แพทย์ผู้ปรุงยาจำเป็นต้องรู้จักวัตถุต่างๆที่จะนำมาปรุงเป็นยา ในแง่มุมต่างๆรวมทั้งขั้นตอนการปรุงยา (การปรุงยา) เป็นปฐม โดยธรรมดาหมอปรุงยาต้องรู้จักหลักใหญ่ๆ๔ ประการ ได้แก่ เภสัชวัตถุ รู้จักตัวยา คือวัตถุธาตุนานาประเภทที่จะประยุกต์ใช้ประกอบเป็นยาสำหรับแก้โรค ทั้งยังพฤกษวัตถุ สัตววัตถุ และก็ธาตุวัตถุสรรพคุณเภสัช รู้จักคุณประโยชน์และโทษของวัตถุธาตุที่จะนำมาใช้ปรุงเป็นยาตลอดจนเครื่องยาต่างๆที่ใช้บ่อยในยาไทย จำแนกประเภทตามรส คณาเภสัช รู้จักพิกัดยาหมายถึงยาหลายแบบที่มีชื่อไม่เหมือนกัน รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกัน การปรุงยา รู้จักวิธีการปรุงยาหรือการประกอบยาตามแบบตำราเรียนโบราณ เภสัชวัตถุ เภสัชวัตถุอันเป็นวัตถุธาตุนานาจำพวกที่จะประยุกต์ใช้เป็นยาบำบัดโรคนั้น โบราณแยกประเภทตามแหล่งที่มาของวัตถุที่นำมาใช้เป็นยาได้ ๓ จำพวกใหญ่ๆเป็น
๑.ต้นไม้วัตถุ เป็นต้นว่าจำพวกพฤกษชาตินานาชนิด ทั้งจำพวกต้น ประเภทเถาหรือเครือ ประเภทหัว ประเภทผัก ชนิดหญ้า ประเภทพืชพิเศษ (เห็ดแล้วก็พืชชั้นต่ำอื่นๆ)
๒.สัตววัตถุ เช่นสัตว์นานาชนิด ในขณะที่ตลอดตัวหรือเพียงแค่ลางส่วน ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก หรือสัตว์อากาศ
๓.ธาตุวัตถุ อาทิเช่นธาตุต่างๆที่ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องยา ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือผสมขึ้น โบราณว่าสรรพวัตถุอันมีอยู่ในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากธาตุทั้งยัง ๔ ย่อมใช้เป็นยาบำบัดโรคได้ทั้งสิ้น แม้กระนั้นจะมีคุณประโยชน์มากมายน้อยกว่ากันยังไง ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุนั้นๆแพทย์ผู้ปรุงยาจำต้องรู้จักเภสัชวัตถุในเนื้อหา ๕ ประการ คือรู้จักรูปยา รู้จักสียา รู้จักกลิ่นยา รู้จักรสยา รวมทั้งรู้จักชื่อยานี้ จึงจะสามารถนำเอาเครื่องยาที่ถูกตามที่ระบุเอาไว้ในตำรับยา มาปรุงเป็นยาที่สามารถแก้โรคนั้นนั้นๆได้

คุณประโยชน์เภสัช
สมุนไพร คุณประโยชน์เภสัช ซึ่งก็คือสรรพคุณทางยา ของเภสัชวัตถุดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ว่าจำเป็นที่จะต้องทราบรสอย่างก่อนจะรู้คุณประโยชน์ยา เนื่องมาจากรสยาจะแสดงคุณประโยชน์ยา เมื่อรู้จักยาแล้ว ก็เลยจะรู้จักสรรพคุณยานั้นย่างกว้างๆได้ ในเรื่องรสยานี้โบราณแบ่งรสยาวออกเป็น ๓กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมตั้งเป็นประธานก่อนเป็น
๑.รสเย็น ประจำฤดูร้อน (คิมหันตฤดู) แก้ในกองเตโช สมุฏฐาน ดับพิษร้อนทำลายพิษไข้ต่างๆเพราะเหตุว่าไข้ตัวร้อนจัดกำเนิดในช่วงฤดูร้อน ได้แก่ อย่าที่ปรุงด้วยเกสรดอกไม้ (ที่ไม่ร้อน) รากไม้ต่างๆ(ที่ไม่ร้อน) เขาสัตว์ต่างๆเขี้ยวสัตว์ต่างๆและของที่เผาหรือสุ่มให้เป็นถ่าน ฯลฯ
๒.รสร้อน ประจำฤดูฝน (วสันตฤดู) เบื่อแก้ในกองวาโยสมุฏฐาน แก้ลมต่างๆเป็นส่วนมาก ทำให้แน่นท้อง จุกเสียด และแก้ลมในกองธาตุทุพพลภาพ ด้วยเหตุว่าโรคลม โดยส่วนมาก เกิดในช่วงฤดูฝน ตัวอย่างเช่น ยาที่ปรุงผสมด้วยห้ากุล ตรีกฏุก หัดคุณ ขิง ข่า หัศคุณทั้งคู่ ดองดึง ใบกระเพรา ฯลฯ
๓.รสอ่อนโยน ประจำฤดูหนาว (เหมันตฤดู) แก้ในกองอาโป สมุฏฐาน หยุดเสมหะ แก้โลหิตทุพพลภาพ ตัวอย่างเช่น ยาที่ปรุงมุ่งหมายด้วยโกษฐ์ทั้ง ๕ เทียนอีกทั้ง ๕ กฤษณา กระลำพัก ชลูด อบเชย ขอนดอก เป็นต้น เมื่อปรุงเป็นยาแล้วจะได้ยารสอ่อนโยน อย่างเช่น ยาหอม

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ เม่น
« เมื่อ: 15-11-2017 , 15:12:11 »

เม่น
เม่นเป็นสัตว์เลือดอุ่น
จัดอยู่ในตระกูล Hystricidae
เม่นที่เจอในประเทศไทยมี ๒  ประเภท  ดังเช่นว่า
๑.เม่นใหญ่แผงคอยาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystrix  brachyuran  Linnaeus
ชื่อสามัญว่า  Malayan  porcupine
เม่นจำพวกนี้มีขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๓ – ๗๐  ซม. หางยาว ๖ – ๑๐ ซม. น้ำหนักตัว  ๓-๗ กิโลกรัม ขนบนลำตัวเป็นขนแข็งใช้ป้องกันภัย  หัวเล็ก จมูกป้าน มีหนวดยาวสีดำ รอบๆลำตัว คอ รวมทั้งไหล่  มีขนแข็ง  สั้น  สีดำ  ขนใต้คอสีขาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ขนตั้งแต่หลังไหล่ไล่ลงไปแข็งยาว ด้านโคนและก็ปลายสีขาว ตรงกลางสีดำ ปลายแหลม หางมีขนคล้ายหลอดสั้นๆขาสีดำเม่นชนิดนี้ชอบออกหากินโดยลำพังในช่วงเวลากลางคืน รักสงบ เวลาเจอศัตรูจะวิ่งหนี เพียงพอจวนตัวจะหยุดกึกแล้วพองขนขึ้น ศัตรูที่ไล่หลังมาอย่างรวดเร็วแม้หยุดไม่ทันก็จะโดนขนเม่นตำ แล้วก็ถ้าศัตรูใช้ตีนตะครุบก็จะโดนขนเม่นตำด้วยเหมือนกัน  ได้รับความปวดเจ็บมากมาย เมื่อศัตรูหนีจากไปแล้ว  เม่นก็จะหลบเข้าโพรงไม้หรือโพรงดิน ขนเม่นที่หลุดออกไปจะมีขนใหม่แตกออกขึ้นมาแทนที่ เม่นจำพวกนี้รับประทานผัก หญ้าสด หน่อไม้ กาบไม้ ผลไม้ รวมทั้งกระดูกสัตว์  เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๒ ปี ตั้งครรภ์นาน  ๔  เดือน  ตกลุกครั้งละ  ๑ -๓  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นทารกมีขนที่อ่อน  แต่เมื่อถูกอากาศด้านนอกขนจะเบาๆแข็งขึ้น  อายุราว ๒๐ ปีพบทางภาคใต้ของเมืองไทย ในเมืองนอกพบที่มาเลเชียรวมทั้งอินโดนีเซีย
๒. เม่นหางพวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atherurus  macroura (Linnaeus)
ชื่อสามัญว่า  bush-tailed  porcupine
เม่นจำพวกนี้มีความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง  ๔๐ – ๕๐  ซม. หางยาว ๑๕ – ๒๐ ซม. น้ำหนักตัว ๒.๕ – ๕  กิโลกรัม จมูกเล็ก มีหนวดยาว ใบหูเล็ก ลำตัวยาว ขาสัน มีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว ขนบางส่วนแข็งรวมทั้งปลายแหลมมาก  คล้ายหนาม  ขนส่วนที่ยาวที่สุดอยู่รอบๆกึ่งกลางข้างหลังขนแบน  มีร่องยาวอยู่ด้านบน ช่วงกลางหางไม่ค่อยมีขน แม้กระนั้นเป็นเกล็ด โคนหางมีขนสั้นๆปลายหางมีขนขึ้นดกครึ้มเป็นกระจุก ดูเป็นพวง ขนดัละโมบล่าวแข็งและก็แหลมคม ส่วนขนที่ศีรษะบริเวณขาทั้งยัง ๔ และก็รอบๆใต้ท้อง แหลม แม้กระนั้นไม่แข็ง ขาออกจะสั้น ใบหูกลมแล้วก็เล็กมากมาย เล็บเท้าเหยียดตรง ทู่ รวมทั้งแข็งแรงมาก  เหมาะสำหรับขุดดิน เม่นประเภทนี้ออกหากินในช่วงเวลากลางคืน  ช่วงเวลากลางวันมักแอบอยู่ในโพรงดิน  ตามโคนรากของต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน มักออกหากินเป็นฝูง  ใช้ขนเป็นอาวุธปกป้อง กินหัวพืช หน่อไม้  เปลือกไม้  รากไม้  ผลไม้  แมลง เขาและกระดูกสัตว์  คลอดลูกครั้งละ ๓- ๕  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย  ลูกเม่นแรกเกิดมีขนอ่อนนุ่ม แต่ว่าจะต่อยๆแข็งขึ้นอายุราว ๑๔ ปี เจอในทุกภาคของเมืองไทย ในต่างแดนเจอทางภาคใต้ของจีน แล้วก็ที่ลาว เวียดนาม  กัมพูชา มาเลเซีย  แล้วก็อินโดนีเซีย

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ขนเม่นที่สุมไฟให้ไหม้แล้วปรุงเป็นยาแก้ตานซาง  แก้พิษรอยแดง  พิษไข้ เชื่อมซึม กระเพาะอาหารของเม่นใช้ปรุงเป็นยารับประทานบำรุงน้ำดี ช่วยทำให้ไส้มีกำลังบีบย่อยอาหาร พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า“ขนเม่น” เป็นยาใช้ภายนอกตัวเด็ก ดังต่อไปนี้ ภาคหนึ่งยาใช้ภายนอกตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งปวง รวมทั้งจะเป็นไข้อภิฆาฏก็ดี  โอปักกะมิกาพาธดีแล้ว ท่านให้เอาใบมะชน คราบเปื้อนงูเห่า หอมแดง สาบอีแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง  บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมวัว ทาตัวกุมาร จ่ายมลทินโทษทั้งหมดดีนัก

13

ขายกวาวเครือแดง :  เหมาะสำหรับ ผู้ชายอย่างไร

  • รากกวาวเครือแดง มีรากกิ้งก้านแยกจากเหง้าเลื้อยไปบริเวณหลายเมตรพร้อมสรรพคุณกวาวเครือแดง กับขายกวาวเครือแดง ภาวการณ์หย่อนยานสมรรถนะทางเพศในเพศชาย หย่อนยานความสามารถทางเพศ เป็นคำเรียกรวมๆของกลุ่มอาการที่สมรรถภาพทางเพศแตกต่างจากปกติออกไปจนกระทั่งทำให้ตนเอง หรือคู่แต่งงาน มิได้ขายส่งกวาวเครือเเดง รับความสุขสำหรับการอาการหย่อนสมรรถนะทางเพศในผู้ชายดังเช่นว่าการที่ไม่แข็งหรือแข็งตัวไม่นานเพียงพอการไม่ถึงจุดสูงสุด รวมทั้งความเจ็บขายกวาวเครือเเดง ต้นสายปลายเหตุโดยปกติอาจเกิดขึ้นจาก ภาวะที่คู่ของตัวเองมีปัญหาหย่อนยานความสามารถทางเพศเลยพลอยทำให้ตัวเองมีปัญหาไปด้วย หรืออาจจะมีการเกิดจากการขาดทักษะ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับทางจิตใจรวมทั้งร่างกายตัวอย่างเช่นความเคร่งเครียด เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง มีรายงานขายกวาวเครือเเดงข่าวเกี่ยวกับสภาวะหย่อนสมรรถนะทางเพศพบว่า สภาวะ ไม่แข็ง ( อีดี หรือ Erectile Dysfunction ) เป็นข้อมูลที่ถูกถามบ่อยที่สุด แล้วก็พบว่า ปัญหาสุขภาพก็เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเกิดอีดี นอกจากนี้ พฤติกรรมเสี่ยงอย่างเช่นการสูบยาสูบก็ก่อให้เกิดผลกระทบได้ด้วยเหมือนกัน โดยมีข้อมูลในการขายกวาวเครือเเดงข่าวบอกว่า ชายไทยวัย 40 ปีขึ้นไปกว่า 30 % มีปัญหาหย่อนความสามารถทางเพศ

    รับผลิตกวาวเครือเเดง สำหรับเพศชายอย่างแท้จริง ด้วยเหตุว่ามีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการบำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ
         หนังสือเรียนยาไทย: หัว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย ขายกวาวเครือเเดง[/url]ทำให้ทรวงอกโต บำรุงความกำหนัด ราก แก้ลมอัมพาต แก้เลือด ผสมรากสมุนไพรอื่นอีกแปดลักษณะ เรียกว่า พิกัดเนาโลหะ ยกตัวอย่างเช่น รากทองกวาวรากทองหลางหนาม รากทองหลางใบมน รากทองโหลง รากทองคำพันชั่งน้ำหนัก รากใบทอง รวมทั้งรากจำปาทองคำ ใช้แก้โรคดี เสมหะ ลมที่เป็นพิษ แก้ริดสีดวง ทำลายพยาธิ ดับพิษ ทำลายพิษ ชำระล้างไส้ แก้โรคตับ แก้ลม ขับเมนส์ร้าย สมานไส้ เปลือกเถา รสเย็นเบื่อเมา แก้พิษงู
    1.รับผลิตกวาวเครือเเดง คุณประโยชน์คุณประโยชน์ ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพร่างกาย แล้วก็ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ

  • เป็นสมุนไพรที่ช่วยให้เซลล์ต่างๆภายในร่างกายแก่ยืนยาวขึ้น ช่วยทำให้ร่างกายและก็เยื่อเสื่อมช้าลง
  • ขายส่งกวาวเครือเเดง คุณประโยชน์ช่วยเจริญธาตุไฟในร่างกาย
  • ช่วยบำรุงรักษาผิวพรรณ บำรุงสุขภาพเนื้อหนังให้เต่งตึง
  • ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบหน้าอกช่วยให้หน้าอกโต


 6.ขายกวาวเครือเเดง ช่วยบำรุงรักษากำหนัด หรือเพิ่มสิ่งที่มีความต้องการทางเพศ มีฤทธิ์เพิ่มความแข็งตัวของอวัยวะเพศ เช่นเดียวกับฤทธิ์ของสิลเดนาฟิล ซิเตรต (Sidenal Citrate) ของยาไวอากร้า (Viagra)

  • แคปซูลกวาวเครือเเดง สรรพคุณช่วยบำรุงหลอดเลือด ทำให้เลือดหมุนเวียน
  • ใบ และรากกวาวเครือแดง สรรพคุณช่วยให้นอนหลับ
  • ราก แล้วก็ต้นกวาวเครือแดง สรรพคุณช่วยแก้เลือด
  • ราก แล้วก็ต้นกวาวเครือแดง คุณประโยชน์ช่วยแก้ลมอัมพาต
  • เปลือกกวาวเครือแดงช่วยแก้ลักษณะของการปวดฟัน
  • มีฤทธิ์ช่วยแก้ไข้
  • ขายกวาวเครือเเดง ช่วยแก้อาการร้อนใน หิวน้ำ
  • ช่วยขับเสมหะ
  • แก้อาการจุกเสียด แก้อาการลงท้อง แก้สะพั้น
  • หัวกวาวเครือแดงช่วยแก้ลักษณะของการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • เปลือกเถากวาวเครือแดง มีรสเย็นเบื่อเมา มีสรรพคุณช่วยแก้พิษงู
  • แคปซูลกวาวเครือเเดง จัดอยู่ในตำรับยาสมุนไพร “พิกัดเนาโลหะ” ซึ่งประกอบไปด้วย รากกวาวเครือแดง รากขันทองคำเคียดแค้น รากทองคำกวาวรากทองคำพันชั่งน้ำหนัก รากทองโหลง รากทองหลางหนาม รากทองหลางใบมน รากใบทอง รวมทั้งรากจำปาทอง โดยเป็นตำรับยาที่มีคุณประโยชน์ช่วยแก้เสมหะ แก้ลม ลมที่เป็นพิษ ดับพิษ ช่วยชำระล้างลำไส้ สมานไส้ แก้โรคดี แก้โรคตับ แก้ริดสีดวงทวาร และก็ขับระดูร้าย

    ขายกวาวเครือเเดง ขายส่งกวาวเครือเเดง
    รับผลิตกวาวเครือเเดง เเคปซูลกวาวเครือเเดง
    สมุนไพรอื่นๆ
    คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
    ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษหมากัด หนังสือเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการประจำเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา กินครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ๆแก้ปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่เข้าทาง ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ แล้วก็ดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย แล้วก็มดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางบุคคลในสมัยใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มบ่อยๆตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ ป้องกันมะเร็งประเภทต่างๆลดลักษณะของการปวดบวมของแผล และต้านทานการอักเสบของแผล แม้เป็นแผลข้างในจะใช้การต้มน้ำกิน ถ้าหากเป็นแผลด้านนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำสุกล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นขั้นตอนการสร้างเซลล์ใหม่ และก็การซ่อมแซมเซลล์ที่ผุพังหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมองดูแจ่มใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนแขนย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
    สรรพคุณเห็ดหลินจือ
    เห็ดหลินจือ มีสารที่ส่งผลต่อการเยียวยารักษาโรคหลายประเภท แบ่งได้ 3 ชนิดใหญ่ๆคือ สารประเภทที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% รวมทั้งสาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญยกตัวอย่างเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูเขาไม่ต้านทางโรค ต้านทานมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองแล้วก็ระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเหตุเพราะมีความปลอดภัยสูง โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างแนวทางการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ต้านทานโรคมะเร็ง คุ้มครองปกป้องการลุกลามของเซลล์ของมะเร็ง ช่วยทำให้ปรับปรุงแนวทางการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกำจัดสารพิษ แม้กระนั้นเนื่องมาจาก polysaccharide มีองค์ประกอบที่ซับซ้อนอาจจะทำให้ย่อยยากจะต้องกินวิตามินซีหรือของกินที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับการดูดซับสาร polysaccharide ไปสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมสูงถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมเป็นประโยชน์ต่อร่างกายดังต่อไปนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


สามเทอร์ป่ายปีนอยด์ (Tritepenoids) มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกายดังต่อไปนี้

  • ต้านมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอรอล ปรับไขมันภายในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ 5. สร้างเสริมระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารให้ดียิ่งขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นลักษณะการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นโลหิตและก็คุ้มครองการ
ตันของไขมันภายในเส้นโลหิต
สรรพคุณ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง รสขม ฉุนนิดหน่อย ใช้ละลายเสมหะ, แก้มึนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,ไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกเย็นมีกลิ่นแรง ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ,ลดการต่อว่าเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม สามารถคุ้มครองป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดน้อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดรวมทั้งตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากยุ่ย แผลเน่า ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกแล้วก็ใบต้มน้ำกินใช้ขับลมและขับปัสสาวะ  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกโลหิตรวมทั้งแก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้อาการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมความสามารถทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยทำให้สเปิร์มแข็งแรก เนื่องจากว่าการกินถั่งเช่าจะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศมากขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำเชื้อได้ โดยจากการเล่าเรียนในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในน้ำเชื้อมากขึ้น 33% ทั้งยังยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดธรรมดาลงได้ถึง 29% แล้วก็เมื่อศึกษาเล่าเรียนเสริมเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มสิ่งที่จำเป็นทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังยังมีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการคุ้มครองปกป้องและสร้างเสริมหลักการทำงานของต่อมหมวกไต และก็เพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะกำเนิดได้ช่วยทำให้ลักษณะการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยปรับให้อัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ อีกทั้งยังช่วยทุเลาอาการหัวใจขาดออกสิเจน แล้วก็เพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยทำให้ปรับปรุงลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานเยอะขึ้นเรื่อยๆต้านทานมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานโรคมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความสำคัญสำหรับในการต่อต้านการเกิดมะเร็ง ปกป้องการเกิดและการแพร่ของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และก็ไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูลักษณะการทำงานของไต สำหรับผู้เจ็บป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง แล้วก็ทำให้สุขภาพไตดีขึ้น ทั้งยังลดความย่ำแย่ของไตที่เกิดจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมลักษณะการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากพิษ รวมทั้งป้องกันการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงสำหรับการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างลักษณะการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในจำนวนที่พอเพียงต่อสุขภาพร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
การใช้ประโยชน์รากสามสิบ
ตำรับยาสมุนไพรรากสามสิบ ท้องถิ่นใช้ ราก ต้มน้ำดื่มแก้ริดสีดวงทวาร ช่วยขับลมตำราเรียนยาไทย  ใช้ ราก ซึ่งมีรสเย็น หวานชุ่ม ใช้แก้ขัดเบา ขับฉี่ แล้วก็ขับเสมหะ บำรุงเด็กในท้อง บำรุงตับปอด แก้ตับปอดพิการ บำรุงกำลัง แก้กษัย ใช้ อีกทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำกิน แก้ตกเลือด ราก มีรสเฝื่อนฝาดเย็น รับประทานเป็นยาแก้พิษร้อนในหิวน้ำ แก้ปวดเมื่อย ครั่นตัว ฝนทาแก้พิษแมลงป่องกัดต่อย แก้ปวดฝี ทำให้เย็น ถอนพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน บำรุงตับ ปอด บำรุงกำลัง ผสมกับเหง้าขิงป่า แล้วก็ต้นจันทน์แดงผสมสุราโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน  ผล มีรสเย็น ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึม แก้พิษไข้กลับ ไข้ซ้ำ มักใช้ร่วมกับผลราชดัด เพื่อดับพิษไข้จากบิดเรื้อรัง  หนังสือเรียนยาโบราณของไทยระบุว่า ต้นสามสิบเป็นยาบำรุงสำหรับสตรีชั้นเยี่ยมตัวหนึ่ง โดยให้เอารากต้มน้ำกินหรือปั้นเป็นลูกกลอนกินกับน้ำผึ้ง ช่วยแก้ประจำเดือนมาผิดปกติปวดระดู ภาวะมีลูกยาก ภาวะหมดเมนส์ บำรุงน้ำนม บำรุงท้อง  บำรุงปอด ตับ ลดน้ำตาลในเลือด แก้โรคคอพอก รากใช้ฝนทาแก้ลักษณะของการปวดฝี ทำให้เย็น ช่วยทำลายพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน ช่วยทุเลาอาการเคือง รากใช้รับประทานเป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว ช่วยแก้อาการปวดข้อและก็คอ และก็คนทางภาคเหนือบ้านพวกเราจะใช้รากสามสิบทำเป็นยาดอง ใช้รับประทานเป็นยาบำรุงสำหรับผู้ชาย รับประทานแล้วมีชีวิตชีวาเสมือนม้า 3 ตัว จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ม้าสามต๋อน” ส่วนแพทย์ยาโบราณจะใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ซึ่งเป็นสาเหตุของชื่อ “สาวร้อยสามี” หรือ “สามร้อยสามี” กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ยังสามารถมีลูกมีผัวได้ อายุเยอะแค่ไหนก็ยังดูสาวเสมอ มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ต่อต้านเชื้อรา ลดการอักเสบ แก้ลักษณะของการปวด คลายกล้ามของมดลูก บำรุงหัวใจ คุ้มครองปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลดอาการหัวใจโตที่เกิดขึ้นมาจากความดันโลหิตสูง ขับน้ำนม มีฤทธิ์ราวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ยับยั้งโรคเบาหวาน ลดระดับไขมันในเลือด กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านทานอาการเม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็ง ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะ ยั้งพิษต่อตับ ช่วยลดความดันเลือดต้นรากสามสิบมีคุณประโยชน์ในหัวข้อการฟื้นฟูความสาว เป็นสมุนไพรที่ได้กล่าวไว้ภายในคัมภีร์พระเวท ของอินเดีย มีชื่อเป็นภาษาบาลีสันสกฤตว่า ศตาวรี (Shatawari) แปลว่า ต้นไม้ที่มีรากเป็นร้อยๆหรือบางตำราเรียนหมายคือหญิงที่มีสามีเป็นคนร้อยคน กล่าวได้ว่ามีการใช้สมุนไพรจำพวกนี้มานานเป็นพันๆปีในอินเดียนิยมรับประทานน้ำคั้นสดกับนม ต้มน้ำคั้นสดกับนม หรือผงแห้งกับเนย รวมทั้งยังคงใช้เป็นยาฯลฯ ดังเช่น แก้ไอ รักษาโรคแผลในกระเพาะ แก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ แก้ท้องขึ้น บำรุงนม ขับเยี่ยว ส่วนการใช้คุณประโยชน์ รากสามสิบในด้านอื่นๆก็มีอีกเป็นต้นว่า ในอินโดนีเซียนำรากที่มีลักษณะเป็นหัวใบฉาบน้ำตาลใช้เป็นของหวาน ในอินโดนีเซียใช้หัวฉาบน้ำตาลกินเป็นยากระตุ้นความสามารถทางเพศ ใช้กระตุ้นน้ำนมในวัวนม และก็ใช้เป็นไม้ประดับ ในไทยนำรากไปเชื่อมหรือแช่อิ่มรับประทาน ทางภาคใต้นำส่วนเหนือดินมาใส่เอาไว้ข้างในแกงส้มและแกงเลียง

Tags : ขายส่งกวาวเครือเเดง,รับผลิตกวาวาเครือเเดง

14

ขายว่านชักมดลูก:ที่มาของว่านชักมดลูก ลักษณะว่านชักมดลูกเป็นยังไงมาดูกัน
ขายส่งว่านชักมดลูก อยู่ใน ในเกาะบาหลี ชวากระจายประเภทมาจนกระทั่งมาเลเชีย ไทย และ อินเดีย เป็นพืชที่มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน และก็มีมากมายสายพันธุ์ แม้กระนั้นสำหรับในประเทศไทยได้ขายว่านชักมดลูก[/url]ที่เจอได้ตามตลาดจะมีอยู่ร่วมกัน 2 สายพันธุ์ เป็นต้นว่า การขายว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa Roxb.) ซึ่งจะมีลักษณะของหัวกลมรีตามแนวดิ่ง มีแขนงสั้น รวมทั้ง ว่านชักมดลูกเพศผู้ (Curcuma latifolia) จะมีจะมีชนิด|จำพวกคุณสมบัติแคปซูลว่านชักมดลูกไม่เหมือนกับตัวเมียตรงที่ หัวใต้ดินจะกลมแป้นมากกว่าและแขนงจะยาวมากกว่า ขายว่านชักมดลูกทำให้การซื้อมาใช้บางครั้งก็อาจจะงงงวยทุกข์ยากลำบากด้วยเหตุว่าบางเวลาเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันหมดทั้งตัวภรรยาและก็เพศผู้จะแบบเดียวกันมากโดยจะปลูกมากในจังหวัดเลยรับผลิตว่านชักมดลูกและก็จังหวัดเพชรบูรณ์ดังนี้ได้พบว่ามีพืชประเภทหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับการขายว่านชักมดลูกของไทยมากมาย รวมทั้งยังมีสรรพคุณที่เช่นกันอีกด้วย โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma Xanthorrhiza รวมทั้งมีงานเรียนนี่ออกจะมากมาย ทำให้มีผู้คนที่เข้าใจผิดว่ามันคือว่านชักมดลูกที่พบได้ในประเทศไทย และยังมีสารสำคัญคนละกลุ่มอีกด้วย
ลำต้นว่านชักมดลูก มีจำพวกประเภทคุณลักษณะเป็นเหง้าที่แตกหน่ออยู่ใต้ดิน เหง้ามีสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอมส้ม เมื่อแก่จะเป็นสีเทา ขายว่านชักมดลูกเนื้อภายในเหง้ามีสีส้มหรือแดงเข้ม กลิ่นฉุน รสขม ลำต้นตั้งตรง มีกาบใบกลมเป็นลำต้นเทียมที่อยู่เหนือดินเรียงทับกันอยู่ สูงราวๆ 1-2 เมตร กาบภายนอกมีสีเขียว ส่วนข้างในเป็นสีลักษณะจำพวกคุณสมบัติลำต้นโดยธรรมดาจะคล้ายกับต้นขมิ้นอ้อย ในตอนเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม หัวจะเริ่มแก่รวมทั้งประยุกต์ใช้สรรพคุณประโยชน์คุณสมบัติ ใบว่านชักมดลูกออกเป็นใบโดดเดี่ยวแคปซูลว่านชักมดลูก ที่ส่วนปลายของลำต้นเทียม ใบมี{ลักษณะ|ประเภทชนิด|คุณลักษณะเรียวยาวคล้ายต้นขิง มีความกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร|ซม. ยาวประมาณ 40-100เซนติเมตรเซนติเมตร แผ่นใบสีเขียว ขอบของใบเรียบ โคนแล้วก็ปลายใบแหลม ต้นเพศผู้ขายว่านชักมดลูกจะมีเส้นกลางใบเป็นสีม่วง ส่วนต้นตัวเมียเส้นกลางใบจะเป็นสีเขียว จะเริ่มแทงใบในตอนต้นฤดูฝนหรือประมาณเดือนมีนาคมม.ย.ขายส่งว่านชักมดลูกดอกว่านชักมดลูกออกเป็นช่อกระจุกเชิงลดรูปทรงกระบอกบนก้านดอก เหมือนดอกขมิ้น ก้านช่อดอกยาวประมาณ 15-20 ซม.เซนติเมตร มีกลีบรองดอกสีแดงสด ใบตกแต่งเป็นริ้วสีชมพูอ่อน เมื่อดอกเจริญเติบโตสุดกำลังก็จะกลายเป็นสีเหลืองรับผลิตว่านชักมดลูก
สรรพคุณว่านชักมดลูก ช่วยกระชับช่องคลอดสตรี ช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงปรารถนา
ทำให้มดลูกที่เขยื้อนลงต่ำและอาการตกขาวดีขึ้นปกติ
ช่วยรักษาอาการปวดระดู ทำให้มีอารมทางเพศสมบูรณ์
รักษาอาการหน่วงเสียวมดลูก ลดอาการปวดท้องน้อย
ตอนมีประจำเดือน
ว่านชักมดลูกถือได้ว่าเป็นสมุนไพร สำหรับสตรี
อย่างแท้จริง โดยมีคุณประโยชน์ดังต่อไปนี้ รักษาอาการปวดรอบเดือน
มาไม่ดีเหมือนปกติ รักษาอาการเลือดออกจากมดลูกข้างหลังคลอด
รักษามดลูกอักเสบ ทุเลาลักษณะของการปวดท้องระหว่างมีระดู
ขับน้ำคาวปลา แก้ตกขาว ทุเลาลักษณะของการปวดหลังจากคลอดบุตร
ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วกว่าธรรมดาในสตรีข้างหลังคลอด ส่วนสรรพคุณ
ของว่านชักมดลูกที่ใช้ได้อีกทั้งชายรวมทั้งหญิง คือ ใช้รักษาอาการ
ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการริดสีดวงทวาร
ใช้แก้ธาตุทุพพลภาพ และอาหารไม่ย่อย รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
ลดอาการปวดบวมและการอักเสบของแผลต่างๆช่วยกระตุ้น
การสร้างเซลล์ใหม่แล้วก็ซ่อมบำรุงความเสียหายของเซลล์
ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสผ่องแผ้ว ช่วยลดคลอเรสเตอรอล
แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ต่อต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากว่าสาร curcumin
ในว่านชักมดลูกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและก็ยั้งการเกิด
ออโตออกซิเดชั่นได้
ขายว่านชักมดลูก ขายส่งว่านชักมดลูก แคปซูลว่านชักมดลูก
รับผลิตว่านชักมดลูก

สมุนไพรอื่นๆ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมความสามารถทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยให้น้ำเชื้อแข็งแรก เนื่องด้วยการกินถั่งเช่าจะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์เยอะขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในอสุจิได้ โดยจากการศึกษาในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในสเปิร์มเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% รวมทั้งเมื่อเรียนรู้เสริมเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความอยากได้ทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังยังมีคุณลักษณะในการปกป้องรักษารวมทั้งเสริมสร้างหลักการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มจังหวะที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยปรับลักษณะการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ อีกทั้งยังช่วยทุเลาอาการหัวใจขาดออกสิเจน และก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างรูปแบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยปรับให้ปรุงรูปแบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานมากเพิ่มขึ้นต่อต้านโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับการต้านทานโรคมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความสำคัญสำหรับเพื่อการต้านทานการเกิดมะเร็ง ป้องกันการเกิดรวมทั้งการแพร่ระบาดของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูลักษณะการทำงานของไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง รวมทั้งทำให้สุขภาพไตดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังลดความเสียหายของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากสารพิษ และก็คุ้มครองป้องกันการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเลี่ยงสำหรับการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างแนวทางการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกสร้างในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกประเภทที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณกวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนวัยแก่ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย แก้เมื่อยล้า ผอมแห้งแรงน้อย นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือรับประทานทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะทำให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์แล้วก็มดลูกมีเลือดมาคั่งเยอะขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญก้าวหน้า แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง ขยับเขยื้อนว่องไว บำรุงโลหิต กินได้นอน ผิวหนัง
คุณประโยชน์กวาวเครือแดง
หัวกวาวเครือแดง  รสเย็นเบื่อเมา  บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง  บำรุงสุขภาพ  เพิ่มน้ำอสุจิ เป็นยาอายุวัฒนะ
แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย
รากกวาวเครือแดง  แก้ลมอัมพาต  บำรุงเลือด  ผสมกับรากสมุนไพรอื่นอีก 8 จำพวกเรียกว่า  พิกัดนวโลหะ  แก้โรคลมที่เป็นพิษ  แก้ริดสีดวง  ทำลายพยาธิ  ดับพิษ  ทำลายพิษไข้  สมานไส้
เปลือกเถากวาวเครือแดง   รสเย็นเบื่อเมา  แก้พิษงู
ผลดีกวาวเครือแดง
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์  การศึกษาเล่าเรียนในอาสาสมัครเพศชาย 17 คน อายุระหว่าง 30 – 70 ปี ที่มีลักษณะอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศขั้นต่ำ 6 เดือน  ให้รับประทานกวาวเครือแดงขนาด 250 มิลลิกรัม/แคปซูล วันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาพบว่าระดับฮอร์โมน testosterone ไม่มีความแตกต่างจากกรุ๊ปควบคุม  แต่ว่าผลจาการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดรรชนีชี้วัดสมรรถนะทางเพศ  จากอาสาสมัครพบว่าทำให้สมรรถนะทางเพศดียิ่งขึ้น  82.4 % ฉะนั้น กวาวเครือแดงก็เลยช่วยฟื้นฟูคนเจ็บโรคเสื่อมความสามารถทางเพศได้ และไม่พบการเกิดพิษ
ผลดี/คุณประโยชน์ของลูทีน
ลูทีน และก็ซีแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์ที่สะสมอยู่บริเวณเรตินาของดวงตา ซึ่งเม็ดสีนี้จะทำหน้าที่คุ้มครองปกป้องเรตินารวมทั้งจอประสาทตาจากกรรมวิธีการ OxidativeStress ซึ่งนั่นนับว่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมได้ แล้วก็ลูทีน (lutein) และซีแซนทีน (zeaxanthin) ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านออกซิเดชันเพื่อป้องกันเซลล์รับแสงสว่าง (photoreceptor cells) จากอันตรายจากอนุมูลอิสระที่เซลล์สร้างขึ้นเนื่องมาจากมีจำนวนออกสิเจนสูง (oxygen tension) และก็จากการเช็ดกแสงสว่าง นอกจากนี้ยังมั่นใจว่าสารประกอบทั้งสองนี้มีหน้าที่สำหรับในการกรองแสงสีฟ้าที่เป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูง โดยประมาณว่าจะสามารถกรองแสงสีฟ้าลงได้ถึง 40 % ก่อนที่แสงจะตกถึงแมคูลา ดังนั้นจะสามารถลดสภาวะความตึงเครียดออกซิเดชันต่อหน้าจอประสาทตาได้อย่างมีนัยสำคัญนอกเหนือจากนั้นลูทีนยังปฏิบัติภารกิจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในดวงตาของผู้คนอีกด้วย เนื่องจากดวงตาของพวกเราจะมีสารอนุมูลอิสระอยู่เยอะๆ ซึ่งจะเป็นตัวทำลายเซลล์รับภาพรวมทั้งนำไปสู่โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าจอประสาทตาอีกทั้งในเด็กและคนแก่ได้ ลูทีนถือเป็นสารอาหารที่มีความ สำคัญสำหรับในการคุ้มครองปกป้องจอประสาทตา โดยลูทีนจะทำงานด้วยกันกับกรดไขมันดีเอชเอแล้วก็เอเอซึ่งมีส่วนช่วยสำหรับการสร้างเสริมความเจริญด้านการมองเห็นของเด็ก โดยดีเอชเอและเอเอ จะทำหน้าที่เสมือนเป็นหลอดไฟฟ้า ส่วนลูทีนจะปฏิบัติหน้าที่เหมือนเป็นสารเคลือบหลอดไฟไม่ให้เสื่อมเร็ว รวมทั้งนอกจากลูทีนจะพบมากในดวงตาของผู้คนแล้ว ยังเจอได้ในสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการมองมองเห็นถึงปริมาณร้อยละ 66 จึงมั่นใจว่าลูทีนมีส่วนช่วยในการรับภาพแล้วก็ส่งต่อไปยังสมองก้าวหน้าขึ้นอีกด้วยจากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบหลักฐานว่า ลูทีนรวมทั้งซีแซนทีนช่วยลดโรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macular degeneration: AMD) สำนักงาน ของกินแล้วก็ยาประเทศสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองผลิตภัณฑ์เสริมของกินลูทีนรวมทั้งซีแซนทีน ในการลดการเสี่ยงของการเกิดความเสื่อมโทรมของตา อันมีสาเหตุจากอายุที่มากขึ้น นอกเหนือจาก ลูทีนและก็ซีแซนทีน จะมีคุณลักษณะในการช่วยชะลอความเสื่อมของเรตินา แล้วก็เลนส์ตาแล้ว ยังทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ คุ้มครองปกป้องมะเร็งต่อมลูกหมาก และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำรายาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด แล้วก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้เปียกคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเสียท้องร่วง รักษาโรคท้องมาน เม็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ แล้วก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายแบบเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด ทราบผายธาตุ รู้ระบายรู้อึ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสลด ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อุจจาระ รู้ถ่ายทราบปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อาเจียน แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร

Tags : ขายว่านชักมดลูก,ขายส่งว่านชักมดลูก,รับผลิตว่านชักมดลูก

15

ขายขมิ้นชันพร้อมทั้งสรรพคุณดีๆที่จะช่วยคุณให้ชีวิตไม่ต้องกลัวโรคต่างๆอีกต่อไป
สรรพคุณของขมิ้นชัน
ขายส่งขมิ้นชัน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยสำหรับการชะลอวัยแล้วก็ชะลอการเกิดริ้วรอย
ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังมีสุขภาพแข็งแรงแข็งแรง
ขายขมิ้นชันอาจมีบทบาทช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง อย่างเช่น โรคมะเร็งลำไส้ โรคมะเร็งปากมดลูก
ขมิ้นสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้
ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
ช่วยทุเลาอาการโรคโรคเบาหวาน
มีส่วนช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยลดลักษณะโรคเกาต์
ขมิ้นชันช่วยขับน้ำนมของแม่ข้างหลังคลอดบุตร
ช่วยรักษาระบบฟุตบาทหายใจที่มีอาการไม่ดีเหมือนปกติ
รับผลิตขมิ้นชันช่วยบำรุงรักษาสมอง ป้องกันโรคความจำไม่ดี
อาจมีส่วนช่วยในการรักษาโรครูมาตอยด์ (ยังไม่ได้รับการรับรอง)
ช่วยลดการอักเสบ
ช่วยแก้อาการวิงเวียนหัว
ช่วยทุเลาอาการแพ้รวมทั้งหวัด
ช่วยทุเลาอาการไอ
ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้ หายใจติดขัดให้มีลักษณะอาการดียิ่งขึ้น
ช่วยคุ้มครองป้องกันการแข็งตัวของเส้นโลหิต
ช่วยต้านอนุมูลอิสระในเม็ดเลือดแดงของคนเจ็บธาลัสซีเมียฮีโมโกใบเสร็จรับเงินอี
ขายขมิ้นชันช่วยรักษาแผลที่ปาก
ช่วยทำนุบำรุงปอดให้มีร่างกายแข็งแรงและแข็งแรง
น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
แคปซูลขมิ้นชันช่วยรักษาอาการท้องเดิน อุจจาระร่วง โดยนำผงขมิ้นชันผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนแล้วนำมากินทีละ 3 เม็ด 3 เวลา
ช่วยแก้อาการจุดเสียด แน่นท้อง อาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ
ช่วยรักษาโรคไส้อักเสบ
ช่วยลดการบีบตัวของไส้
ช่วยรักษา อาการลำไส้ใหญ่บวม
ช่วยรักษาโรคกระเพาะ
ขายขมิ้นชันช่วยสำหรับในการขับลม
ช่วยบรรเทาอาการนิ่วในถุงน้ำดี
มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการช่วยขับน้ำดี
ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และทำความสะอาดไส้
ช่วยบำรุงตับ คุ้มครองป้องกันตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ และก็คุ้มครองปกป้องตับจากการเช็ดกทำลายของยาพาราเซตามอล
ช่วยทำนุบำรุงหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง
ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
ช่วยแก้อาการแท้งลูก ด้วยการนำขมิ้นสดมาตำให้ละเอียดแคปซูลขมิ้นชันแล้วคั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำปูนใสแล้วรับประทานช่วยแก้อาการตกขาว
ช่วยกินอาการปวดหรืออักเสบเนื่องมาจากไขข้ออักเสบ
ช่วยแก้อาการน้ำเหลืองเสีย
ขายขมิ้นชันช่วยแก้ผื่นคันตามร่างกาย
ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคัน
ช่วยรักษาขี้กลาก เกลื้อน ด้วยการใช้ผงขมิ้นผสมกับน้ำ เอามาทาบริเวณที่เป็นกลากโรคเกลื้อนทุกวี่ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
ช่วยรักษาโรคผิวหนังพุพอง ตุ่มหนองให้หายเร็วยิ่งขึ้น
ช่วยรักษาแผลจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ด้วยการนำขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วตำจนถึงละเอียด คั้นมัวแต่น้ำมาทาบริเวณดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
ขายขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการต้านแล้วก็ทำลายเชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคผิวหนัง แล้วก็ต้านทานยีสต์ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ
ช่วยต้านทานปรสิตหรือเชื้ออะมีบาที่เป็นต้นเหตุของโรคบิดได้
ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัส เช่น แบคทีเรียที่ขายขมิ้นชันส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร แบคทีเรียที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคท้องเสีย แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดหนอง ฯลฯ
มีฤทธิ์ในการต้านการกลายพันธุ์ ต้านสารก่อโรคมะเร็งที่ขายส่งขมิ้นชันมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคที่มีต้นเหตุมากจากการเสื่อมของร่างกาย และก็โรคเบาหวาน
ช่วยรักษาแผลตามร่างกายให้หายเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการนำผงขมิ้นมาผสมกับน้ำแล้วทาลงบนบาดแผล รวมทั้งยังช่วยให้รอยแผลไม่ให้ติดโรคของกระต่ายรวมทั้งหนูขาวได้ และสามารถเร่งให้แผลที่ติดโรคหายได้รับผลิตขมิ้นชัน
ขมิ้นยังมีคุณประโยชน์ช่วยสำหรับในการปกป้องการงอกของขนอีกด้วย โดยหญิงแขกมักนำขมิ้นมาทาผิวเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ขนงอก
ขมิ้นชันขัดผิว ใช้ทำทรีตเมนต์พอกผิวขัดผิวด้วยขมิ้น ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล ขาวผ่องใส เต่งตึง ด้วยการนำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วค่อยนำไปปั่นรวมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด แล้วผสมกับมะนาว 1 ลูก ปั่นกระทั่งเข้ากัน นำมาพอกหน้าหรือผิวทิ้งเอาไว้โดยประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ขมิ้นเป็นองค์ประกอบของทรีตเม้นต์รักษาสิวเสี้ยน สิวผื่น สิวตัน
ขายขมิ้นชันเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งในเครื่องสำอางบำรุงผิวต่างๆ
นอกเหนือจากนี้ยังช่วยคุ้มครองป้องกันแมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย
ส่วนประกอบสำคัญ
ขมิ้นชัน
ขายขมิ้นชัน ขายส่งขมิ้นชัน จำหน่ายขมิ้นชัน แคปซูลขมิ้นชัน
รับผลิตขมิ้นชัน[/url]
[/color]
ขมิ้นชันสรรพคุณ ชำระล้างไส้ สมานแผลในกระเนื่องจากว่าอาหารต่อต้านอนุมูลอิสระที่นำมาซึ่งมะเร็งในตับ มีวิตมินเอ วิตมินอีวิตมีนซี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะปฏิบัติงานพร้อมทั้งยัง 3 ตัวมีส่วนช่วยลดไขมันไนตับ สร้างภูมิต้านทานให้แก่ผิวหนังกำจัดเชื้อราที่แปดเปื้อนมากับอาหารที่รับประทานเข้าไปสะสมนำไปสู่โรคมะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสตรีที่มีลูกขมิ้นชันมีสรรพคุณมากมายหลายอย่างดังนี้ ใช้บำรุงเลือด ฟอกโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงผิวพรรณให้สดใส รักษาอาการอักเสบที่เกี่ยวกับข้อ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปวดเมนส์หรือระดูมาไม่ดีเหมือนปกติ แก้หวัด ขับฉี่ แก้ตกเลือด แก้ปวดฟัน ใช้รักษาโรคบิด ลดไข้ ฯลฯ หากใช้ภายนอก ใช้รักษาผี แผลพุพอง สมานแผล ลดอาการแพ้จากแมลงกัดต่อย รักษาผิว บำรุงผิว แก้เคล็ดลับปวดเมื่อย รักษากลากเกลื้อน อื่นๆอีกมากมาย และก็ในขมิ้นชันมีสารเคอร์คูไม่นรวมทั้งเคอร์คิมูนอยด์ ที่ช่วยต้านทานโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีบางชนิดของไวรัส HIV รวมทั้งยังสามารถยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย รวมทั้งพบว่าขมิ้นขันยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และยังมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการขับน้ำดี ต้านเชื้อแบคทีเรีย และรักษาแผลในการในกระเพาะได้อย่างดีเยี่ยม
สมุนไพรอื่นๆ
คุณประโยชน์/ประโยชน์ตะบองเพชร
กระของเพชร ชาว San Bushman ก็ได้มีการบริโภคพืชนี้มานานนับพันปีมาแล้ว ในรูปสดและก็นำไปผึ่งแดดจนถึงแห้ง แต่พวกเขาจะไม่บริโภคส่วนที่เป็นดอกและราก ชาว San Bushman เล่าว่าพวกเขาจะพกตะบองเพชรนี้ไปด้วยถ้าเกิดต้องออกล่าสัตว์หรือเดินทางไกลใน ทะเลทรายเนื่องจากว่าเป็นพืชที่ให้ปริมาณไฟเบอร์สูงมากมาย ก็เลยมีส่วนสำคัญในการช่วย ควบคุมอาการต้องการอาหาร (Appetite Control) และยังมีคุณสมบัติพิเศษ ที่จะเข้าไปจับกับโมเลกุลไขมันที่ลอยตัวอยู่เหนือกระเพาะอาหาร ทำให้ไขมันไม่อาจจะซับเข้าไปทางฝาผนังลำไส้เล็กได้ รวมทั้งจะถูกกำจัดออกจากร่างกาย โดย การขับถ่าย นอกนั้น ยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ โดยมีกลไกที่ทำให้ของกิน ดูดซึมไปสู่กระแสเลือดได้ช้าลง จึงช่วยป้องกันสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้

  • ช่วยลดการดูดซึมไขมันไปสู่ร่างกาย
  • ช่วยสลายไขมันเก่า
  • เส้นใยประสิทธิภาพสูง
  • กรดอะมิโน , บี3 , เส้นใย ช่วยลดโคเลสเตอรอล LDL , ไตรกลีเซอไรด์ ต้านอนุมูลอิสระ
  • อุดมด้วยวิตามิน ซี , เอ ลดระดับน้ำตาล
  • ควบคุมน้ำตาลในกระแสโลหิต
  • กรดอะมิโนที่จำเป็นต้องลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์
คุณประโยชน์/สรรพคุณของถั่วขาว
ถั่วขาว มีคุณค่าทางโภชนาการของกินที่จำเป็นต้อง อาทิเช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามิน มีกากและก็ใยอาหารและมีสารช่วยยั้งลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีแอลฟ่า-อะไมเลส ทำให้ลดการสะสมแป้งในร่างกาย การใช้ประโยชน์ที่ได้รับมาจากถั่วขาว ได้ถูกเอามาดัดแปลงด้านอุตสาหกรรมและก็อาหารพร้อมบริโภคต่างๆนานัปการ ดังเช่น ถั่วขาวในกาแฟและโกโก้ ซุปครีมถั่วขาว ถั่วขาวผสมคอลลาเจน ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศ หรือจะเป็นเมล็ดแห้งก็เจอเช่นกัน
จากการวิเคราะห์ cooked bean ในประเทศกัวเตมาลา พบว่า มีโปรตีน 24.9 % ไขมัน 0.7% และก็เส้นใย 2.8% คุณลักษณะที่นิยมและก็เด่นที่สุดสำหรับถั่วขาวสกัด เป็นการเป็นอาหารเสริมลดความอ้วนที่มีคุณภาพ ถั่วขาวขึ้นชื่อว่าเป็น ตัวบล็อคแป้ง (Starch Blocker) มีลักษณะเด่นสำหรับเพื่อการช่วยให้ร่างกายลดการดูดซึมสารอาหารจำพวกแป้งได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น จึงนำมาซึ่งการทำให้แป้งถูกกลายเป็นน้ำตาลแล้วก็ถูกเก็บเป็นไขมันน้อยลง เมื่อร่างกายไม่ได้รับพลังงานจากแป้งส่วนหนึ่ง ทำให้ขาดพลังงานได้ ร่างกายจึงเข้าไปดึงไขมันที่สะสมอยู่มาเผาผลาญเปลี่ยนเป็นพลังงานแทน ก็เลยทำให้ไขมันสะสมภายในร่างกายของเราลดลงนั่นเอง
ธรรมชาติของร่ายกาย เมื่อรับประทานอาหารจากพวก แป้ง,ข้าว เข้าไป ร่างกายจะหลั่งสารL-amylaseมาย่อย Carbohydrate ให้เป็นหน่วยโมเลกุลเล็กๆคือ น้ำตาล Glucose แล้วหลังจากนั้นร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลGlucose ให้เป็นพลังงาน (Energy) เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมของร่างกายหากกินแป้งมากมายรับประทานไปเสมือนมีน้ำตาล Glucose มากเกินสิ่งที่ต้องการของร่างกาย น้ำตาล Glucose ส่วนเกิน จะไปเป็นไขมัน สะสมใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกายถัดไป ไขมันสะสมทำให้พวกเราอ้วน แล้วก็น้ำหนักมากเกินไป
คุณประโยชน์ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง รสขม ฉุนเล็กน้อย ใช้ละลายเสลด, แก้มึนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตา
ใบ รสชุ่มเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้จักต้นเหตุ,ลดการติดเชื้อ
น้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม สามารถป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดเล็กน้อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดแล้วก็ตับ ใช้เป็นยาระบาย
น้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้ลักษณะของการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเน่าเปื่อย ช่วยแก้ลักษณะของการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิ
เภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกและก็ใบต้มน้ำดื่มใช้ขับลมและขับเยี่ยว  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกดาวเรืองใช้ฟอกโลหิตแล้วก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำรับประทาน แก้อาการปวดตามข้อ
สรรคุณสมอพิเภก
สมอภิเภก ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ต่อต้านเชื้อไวรัส ต้านเชื้อรา ต้านทานยีสต์ ฆ่าไส้เดือน ต่อต้านมาลาเรีย เป็นพิษต่อปลา แก้โรคหืดแก้ไอ แก้หวัด เร่งการผลิตน้ำดี รักษาโรคดีซ่าน ลดความดันเลือดยับยั้งระดับวัวเลสโตรอลในเลือดสูง ยั้งเส้นโลหิตอุดตัน ยั้งเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งฟันผุ ลดการอักเสบ แก้สิว คลายกล้ามเนื้อมดลูก ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนที่ฝาผนังมดลูก ยั้งการกลายพันธุ์ ยั้งเอนไซม์ HIV-1 revese transcriptase , HIV-1 Protease

Tags : ขายขมิ้นชัน,ขายส่งขมิ้นชัน

หน้า: [1] 2