แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ิิbbenz

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1

                     นม เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ครบถ้วนด้วยสารอาหารหลัก 5 หมู่ มีโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนครบถ้วนทุกชนิด โดยเฉพาะชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันมีการนำน้ำนมมาทำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่ม , ขนม  ครีม , ชีส, เนย ,โยเกิร์ย, ไอศกรีม และอื่น ๆ อีกมากมาย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มนมเลยก็ว่าได้ เพราะมีตัวเลือกในการทานที่มากขึ้น โดยสารอาหารหลัก ๆ ที่จะได้จากผลิตภัณฑ์นมนั้นก็จะมีดังนี้

                     สารอาหารหลัก ๆ ที่จะได้จากผลิตภัณฑ์นม

1.โปรตีน โปรตีนที่อยู่ในน้ำนมประกอบไปด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด ซึ่งโปรตีนที่ได้จากนมจะมีกรดอะมิโนทั้งที่จำเป็นต่อร่างกายและกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายก็คือกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นมาเองได้ หรือที่เราเรียกว่า “ เอสเซนเซียล อะมิโนเอซิด” เช่น ลิวซีน เวลีน ไอโซลิวซีน เมทีโอนีน ทริปโตเฟน อาร์ เป็นต้น โปรตีนที่พบในน้ำนมประมาณ 80% จะเป็นเคซีน โปรตีนที่มีอยู่ในนมจะช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายได้เป็นอย่างดี

2.ไขมันนม นมมีส่วนประกอบที่เป็นไขมันเรียกว่า “ ไขมันนมหรือมันเนย ” ซึ่งไขมันนี้จะอยู่ในรูปของไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งให้พลังงานที่สูงมาก โดยมันเนย 1 กรัมจะให้พลังงานกับร่างกายถึง 9 แคลอรี่เลยทีเดียว

3.น้ำตาลนม  นมประกอบด้วยน้ำตาลแล็กโทสเป็นหลัก ซึ่งน้ำตาลแล็กโทสเมื่อย่อยแล้วจะได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวคือ น้ำตาลกลูโคส หนึ่งโมเลกุลและน้ำตาลกาแล็กโทส หนึ่งโมเลกุล ซึ่งน้ำตาลทั้งสองนี้เป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกายเช่นเดียวกับไขมันนม

4.วิตามิน นมอุดมไปด้วยเกลือแร่และวิตามินหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซิน  กรดโฟลิก วิตามินซี วิตามินดี วิตามินเค แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟันของร่างกาย แคลเซียมที่ได้จากนมยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคอ้วน เนื่องจากแคลเซียมจะเข้าไปช่วยลดกรดน้ำดีที่ผลิตจากไขมัน ทำให้กรดน้ำดีที่ผลิตออกมาจากไขมันส่วนเกินมีปริมาณลดลง น้ำดีจึงไม่สามารถเข้ามาทำร้ายลำไส้ให้เกิดการระคายเคืองหรือเกิดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เซลล์เกิดการกลายพันธุ์กลายเป็นเซลล์มะเร็งที่ลำไส้ได้

5.น้ำ เป็นส่วนประกอบหลักของนม นมมีน้ำอยู่ประมาณ 85% น้ำมีหน้าที่เป็นตัวทำละลายสารอาหาร วิตามิน น้ำตาล ไขมันนมให้รวมอยู่ด้วย เมื่อเรารับประทานนมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากจะได้สารอาหารแล้วร่างกายยังได้รับน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเซลล์ภายในร่างกายอีกด้วย

                   น้ำนมเป็นอาหารที่ทรงคุณค่าต่อร่างกาย มีทั้งโปรตีน กรดอะมิโน น้ำตาล น้ำ แร่ธาตุและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดีเราควรรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์นมต่าง ๆ หรือดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้วทุก ๆ วัน เพื่อสุขภาพที่ดีสมบูรณ์และแข็งแรงของเราค่ะ

#ผลิตภัณฑ์นม

2

              หลายคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานจะรู้ดีว่าหน้านั้นมีส่วนสำคัญมากแค่ไหน เพราะเราต้องดูข้อมูลหรือรายละเอียดต่าง ๆ ของงานที่ทำผ่านทางหน้าจอ หากหน้าจอแสดงข้อมูลออกมาอย่างไม่ถูกต้องมันย่อมจะเกิดปัญหาที่ตามมาภายหลังได้ หรือสำหรับใครที่เป็นนักเล่นเกมส์ตัวยงจะเข้าใจด้านนี้เป็นอย่างดี เพราะในการเล่นเกมส์นั้นภาพ แสง สี และเสียงต้องมีคุณภาพความสอดคล้องกัน มันถึงจะทำให้การเล่นเกมส์เข้าถึงรสชาติแห่งความสนุกได้อย่างแท้จริง จึงได้มีหน้าจอแบบ gaming monitor สำหรับเหล่าเกมส์เมอร์โดยเฉพาะกันเลยทีเดียว พูดแบบนี้หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพว่าหน้าจอแบบ gaming monitor นั้นมันแตกต่างจากหน้าจอแบบ LED ธรรมดาตรงไหน ทำไมถึงบอกว่ามันดีกว่า เอาเป็นว่าถ้าคนไหนที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ตามเรามาดูทางนี้เลยค่ะ

              ความแตกต่างของหน้าจอ gaming monitor และหน้าจอ LED แบบธรรมดา

1.LED หรือ Light Emitting Diode เป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้ทั้งในจอทีวีและจอคอมฯ หลักการของ LED ก็คือหลอดไฟขนาดเล็กจิ๋ว Liquid Crystal หรือที่เรียกว่า เม็ดพิกเซล เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สี อาทิ สีแดง สีน้ําเงิน และสีเขียว ที่มีอยู่นับไม่ถ้วน เวลามีแสงส่องผ่าน ตัวผลึกจะคอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อแสดงออกเป็นภาพที่มีสีสันต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้เทคโนโลยีเดียวกัน แต่ทั้งสองกลับมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันมาก โดยจอ LED TV จะให้ความคมชัด ก็ต่อเมื่อเรานั่งในระยะห่างที่เหมาะสม ส่วนจอ Monitor จะให้ความคมชัดตั้งแต่ระยะใกล้เลย
2.จอ LED TV เหมาะสำหรับการที่ต้องนั่งในระยะห่างพอประมาณ ถึงจะเห็นความคมชัด เพราะถ้าดูระยะใกล้ จะเห็นภาพเป็นจุดเล็ก ๆ (หรือเม็ด Pixel) เรียงรายมากมาย ซึ่งหากมองนาน ๆ อาจส่งผลเสียต่อสายตาได้ด้วย มีจุดเด่นที่ความสว่างมากเป็นพิเศษ และมีสีสันจัดจ้านกว่าจอ Monitor พอสมควร ทำให้เหมาะสำหรับการดูหนังมากกว่า สืบเนื่องจากจอ LED TV จะมีการปรับแต่งภาพที่ได้รับให้มีความคมชัด ช่วยให้รับอรรถรสจากการดูหนังได้ดียิ่งขึ้น
จอ Monitor เหมาะสำหรับการใช้งานในระยะใกล้ สืบเนื่องจากตัวจอมีเม็ด Pixel ที่ละเอียดกว่าจอ LED TV มาก ทำให้มองเห็นความคมชัดได้จากระยะใกล้ได้ดีกว่า อีกทั้งค่าความสว่างน้อยกว่าจอ LED TV จึงช่วยถนอมสายตามากกว่า เหมาะสำหรับเล่นเน็ต อ่านแชท อ่านบทความออนไลน์ เป็นเวลานาน ๆ โดยไม่ปวดตา

         ดังนั้นเมื่อเทียบดูถึงความแตดต่างของหน้าจอแบบ LED ธรรมดากับหน้าจอ gaming monitor แล้วนั้นทั้งสองอย่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เราสามารถเลือกนำมาใช้แทนกันได้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของผู้ใช้งานแต่ละคน แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรเลือกใช้งานหน้าจอให้เหมาะสมกับงานที่ทำจะดีกว่า เพื่อที่จะได้รับประสิทธิภาพของการแสดงผลของหน้าจอในแบบนั้น ๆ ได้ดีที่สุดค่ะ

#gamingmonitor

3

                          วัยเด็กจะเป็นวัยที่มีการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกายและด้านสมองรวดเร็วกว่าวัยอื่น ๆ จึงเป็นวัยที่ควรจะต้องได้รับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่ดีที่สุด โดยเฉพาะทางด้านสารอาหารที่ต้องคัดสรรเลือกแต่อาหารที่มีประโยชน์ให้เด็ก ๆ ได้ทานอาหาร ที่ครบ 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้ และวิตามิน ที่เหมาะสมตามที่ร่างกายควรได้รับ โดยเฉพาะน้ำนมที่จัดได้ว่าเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญสำหรับเด็ก ๆ เลยก็ว่าได้ ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าในน้ำนมถูกแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย อย่างนมผง นมอัดเม็ด หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่าง นมกล่อง uht เพราะด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่เด็ก ๆ จะได้รับนั้น ล้วนช่วยส่งเสริมต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ ได้หลายด้านดังต่อไปนี้

                      สารอาหารสำคัญในนมกล่อง uht ที่ส่งผลดีต่อสมองของเด็ก ๆ
1.DHA
เป็นกรดไขมันจำเป็นในตระกูลโอเมก้า 3 ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น DHAสำคัญมากต่อพัฒนาการทางสมอง *โดยเฉพาะในเด็กวัย 2-5 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สมองกำลังพัฒนาสูงสุด จากผลการวิจัย พบว่า เด็กที่ได้รับ DHA จะมีพัฒนาการของสมอง สายตา ความจำ และการแก้ปัญหาดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ DHA *องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations) และ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) แนะนำว่าควรบริโภค DHA ในปริมาณ 100 mg ต่อวัน

2.Vitamin B12
ซึ่งช่วยบำรุงประสาท เพิ่มสมาธิ ความจำ การทรงตัว ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย หากขาดวิตามินบี 12 อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางและโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้

3.MFGM
(Milk Fat Globule Membrane) เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันที่พบใน “น้ำนมแม่” อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด รวมทั้ง สฟิงโกไมอีลิน ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง เพิ่มความเร็วในการรับส่งสัญญาณประสาท นอกจากนี้ MFGM ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญกับพัฒนาการทางสมอง จึงถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญช่วยพัฒนาสมองและสติปัญญาของลูกน้อย

4.Choline
ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเยื่อหุ้มเซลล์ และมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์อะซิติลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้

5.Omega 3 6 9
เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ และมีส่วนในการเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและช่วยสร้างความสมดุลให้กับสารเคมีในร่างกาย โดยโอเมก้า 3 6 9 จะทำงานประสานกัน แต่หากขาดตัวใดตัวหนึ่งไปจะทำให้ร่างกายขาดความสมดุลได้

                      เพราะด้วยประโยชน์ที่หลากหลายที่อยู่ในนมกล่อง uht ช่วยส่งผลดีในด้านต่าง ๆ ให้กับเด็ก ๆ ได้มากดังนั้นควรให้เด็ก ๆ ได้ดื่มนมในทุก ๆ วัน อย่างน้อยวันละแก้ว เพื่อที่ร่างกายของเด็ก ๆ นั้นจะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่และถูกนำไปใช้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างดีที่สุดค่ะ

#นมกล่องuht

4

                 โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบมากในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดขึ้นจากกระดูกอ่อน ที่ทำหน้าที่ในการปกป้องและเป็นตัวรับแรงกระแทกในข้อเข่า มีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลงเมื่อใดก็ตามที่กระดูกอ่อนเกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้างจะส่งผลให้กระดูกในข้อเข่าจะเสียดสีกันเอง ทำให้เป็นข้อเข่าอักเสบและมีอาการปวด ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม โรคจะดำเนินไปเรื่อย ๆ อาจทำให้มีความเจ็บปวด หรือข้อเข่าผิดรูป ทำให้เดินได้ไม่ปกติ ซึ่งในปัจจุบันก็มีวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การใช้ยาในการรักษาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่อาจจะส่งผลให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดังต่อไปนี้

1.การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมโดยวิธีการใช้ยา
•   ยาแก้ปวดและบรรเทาการอักเสบ เช่น ยา Ibuprofen ซึ่งช่วยระงับอาการได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ทำให้ภาวะข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น
•   ยาคอร์ติโซน เป็นยาสเตียรอยด์ใช้ฉีดเพื่อยับยั้งการอักเสบ โดยจะฉีดเข้าไปที่ข้อเข่าโดยตรงปีละ 3-4 ครั้ง เพื่อไม่ให้อาการรบกวนการใช้ชีวิตมากนัก
•   กรดไฮยาลูโรนิก เป็นส่วนประกอบสำคัญของข้อต่อและกระดูกอ่อน จึงใช้ฉีดเพื่อเพิ่มความหล่อลื่นและยืดหยุ่นให้แก่ข้อเข่า
•   ยาทาเฉพาะที่ เช่น ยา Capsaicin ใช้ทาที่ข้อเข่าเพื่อบรรเทาอาการปวด
•   ผลิตภัณฑ์จาก Chondroitin ใช้เป็นอาหารเสริมซึ่งเชื่อว่าช่วยบำรุงกระดูกอ่อน และลดการเสียดสีของกระดูกบริเวณข้อต่อได้

2.การทำกายภาพบำบัด จะเน้นการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อบริหารข้อเข่าอย่างเหมาะสม เช่น การออกกำลังกายภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัด วิธีนี้จะช่วยให้ข้อเข่ามีความแข็งแรง ยืดหยุ่น ช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายดีขึ้น

3. การรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก วิธีที่นิยมคือการฝังเข็ม ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลให้มวลกระดูก กระตุ้นการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงไขข้อ และทำให้ข้อต่อกลับมายืดหยุ่น การฝังเข็มอาจได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย

4.การผ่าตัด เป็นวิธีรักษาสำหรับผู้ที่ใช้วิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล โดยอาจทำการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนข้อเข่าที่เสื่อม ตัดเปลี่ยนแนวกระดูก หรือศัลยกรรมในรูปแบบอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

5.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น การลดน้ำหนัก ออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อและข้อต่อ และหลีกเลี่ยงการยกของหนักที่อาจทำให้ข้อเข่าเสื่อมลงกว่าเดิม

                นอกจากการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ นา ๆ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามิน ซี วิตามินดี , อาหารที่มีฟลาโวนอยด์ , อาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 , สมุนไพรบำรุงไม่ให้ข้อเข่าเสื่อม และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกที่มี เกลือ น้ำตาล ไขมันสูง รวมไปถึงพวกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพแล้วมันยังไปกระตุ้นให้ข้อเข่าอักเสบและมีอาการปวดข้อที่รุนแรงมากขึ้นอีกด้วย

#ข้อเข่าเสื่อม

5

              มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่เกิดบริเวณปากมดลูกของผู้หญิง มีอาการบ่งชี้ คือ ตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวคล้ายหนอง เลือดออกจากช่องคลอดอย่างผิดปกติโดยที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือน มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือผู้ที่อยู่ในวัยทองมีเลือดออกหลังจากที่หมดประจำเดือนไปแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่พบอาการแสดงในระยะแรกที่เริ่มป่วย แต่จะมีอาการเมื่อเซลล์มะเร็งได้ลุกลามไปแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูกก็ควรที่จะต้องสังเกตุการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของร่างกายให้ดี หากร่างกายส่งสัญญาณถึงความผิดปกติดังต่อไปนี้ ก็ควรที่จะต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาทันที ซึ่งสัญญาณเตือนเบื้องต้นในการเป็นมะเร็งปากมดลูกมีดังนี้

        9 สัญญาณเตือนถึงความอันตรายที่อาจก่อให้เกิดเป็นมะเร็งปากมดลูก
1 มีเลือดออกจากช่องคลอดอย่างไม่ทราบสาเหตุ เช่น ขณะ หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ หลังตรวจภายในยังคงมีเลือดออกจากช่องคลอด หลังหมดประจำเดือนแล้ว หรือประจำเดือนมากะปริดกะปรอยผิดปกติ
2 มีตกขาวอย่างเห็นได้ชัด และอาจมีเลือดปน
3 มีอาการเจ็บ ขณะมีเพศสัมพันธ์
4 มีสารคัดหลั่งออกมาจากช่องคลอดมากผิดปกติ หรืออาจปนเลือด
5 ปัสสาวะบ่อย หรืออาจปวดบวม ปัสสาวะไม่ออก
6 อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
7 เบื่ออาหาร ซูบผอม น้ำหนักลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
8 ปวดท้องน้อย
9 หากอาการรุนแรงขึ้น อาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ขาบวม ปวดหลัง ปัสสาวะมีเลือดปน เป็นต้น

        นอกจากสัญญาณเตือนเหล่านี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรที่จะทำเลย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 25-49 ปีควรไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 3 ปี ส่วนผู้หญิงที่อายุ 50-64 ปี ก็ควรที่จะต้องไปตรวจคัดกรองทุก 5 ปี และผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปควรไปตรวจคัดกรองเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ตรวจคัดกรองเลยตั้งแต่อายุ 50 ปี การมีสุขภาพที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเพราะฉะนั้นอย่าละเลยในการดูแลตัวเองนะคะ

#มะเร็งปากมดลูก

6

                      โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมักพบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย อายุเฉลี่ยของคนไทยที่ตรวจพบมะเร็งชนิดนี้อยู่ในช่วงอายุ 60-65 ปี ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัวนั้นเป็นญาติสายตรงลำดับแรก ได้แก่ พ่อแม่ พี่น้องและบุตร ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่แต่พบว่ามีหลาย ๆ ปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์หรือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แก่  พันธุกรรม , อาหาร , สุรา และบุหรี่ เป็นต้น ส่วนในด้านการรักษานั้นสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 วิธีหลักใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

                 วิธีในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
1.การผ่าตัด การรักษาหลักของมะเร็งลำไส้ใหญ่คือ การผ่าตัด เอาลำไส้ส่วนที่เป็นโรคและต่อมน้ำเหลืองออกไป ในบางครั้งถ้าเป็นมะเร็งที่ลุกลามมาก หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่อยู่ติดกับทวารหนัก การผ่าตัดอาจมีความจำเป็นต้องทำทวารเทียมเอาปลายลำไส้ส่วนที่เหลืออยู่เปิดออกทางหน้าท้องเป็นทางให้อุจจาระออก

2.รังสีรักษา เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด อาจฉายรังสีก่อนหรือหลังการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เป็นราย ๆ ไป โดยแพทย์จะประเมินจากลักษณะการลุกลามของก้อนมะเร็งและโอกาสการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง
โดยทั่วไป การฉายรังสีรักษามักใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 สัปดาห์ โดยฉายวันละ 1 ครั้ง ฉายติดต่อกัน 5 วันใน 1 สัปดาห์

 3.เคมีบำบัด คือการให้ยาสารเคมี ซึ่งอาจให้ก่อนการผ่าตัดและ/หรือหลังผ่าตัดร่วมกับรังสีรักษาหรือไม่ก็ได้ การใช้เคมีบำบัดก็จะขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ไม่จำเป็นต้องให้ในผู้ป่วยทุกราย แพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

                  ถึงแม้ว่าสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้เกิดจากกรรมพันธุ์ได้ แต่เราก็สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ในหลาย ๆ ทางเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ เลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เนื้อแดงก็ควรรับประทานให้น้อยลง ดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติอยู่เสมอ อย่าให้เกิดลำไส้อักเสบ ลำไส้แปรปรวน หรืออาการท้องผูกบ่อย ๆ ซึ่งถ้าหากคุณมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายเรื้อรัง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังควรตรวจหาความเสี่ยงโรคมะเร็งอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งด้วยนะคะเพื่อเป็นการป้องกันหากเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมาจริง ๆ จะได้ทำการรักษาได้ทันทีไม่รามไปเป็นระยะที่รุนแรงขึ้นค่ะ

#มะเร็งลำไส้

7

                 โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบมากในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดขึ้นจากกระดูกอ่อน ที่ทำหน้าที่ในการปกป้องและเป็นตัวรับแรงกระแทกในข้อเข่า มีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลงเมื่อใดก็ตามที่กระดูกอ่อนเกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้างจะส่งผลให้กระดูกในข้อเข่าจะเสียดสีกันเอง ทำให้เป็นข้อเข่าอักเสบและมีอาการปวดผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม โรคจะดำเนินไปเรื่อย ๆ อาจทำให้มีความเจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่สะดวก เพราะรู้สึกเจ็บและฝืดที่ข้อเข่า เวลาเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเวลาที่เดิน หรือวิ่ง  เป็นต้น จึงทำให้ต้องรักษาซึ่งในปัจจุบันก็มีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม อยู่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่อาจจะส่งผลให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมดังนี้

         วิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

o   การใช้ยารักษา ยาที่ใช้ ได้แก่
•   ยาแก้ปวดและบรรเทาการอักเสบ เช่น ยา Ibuprofen ซึ่งช่วยระงับอาการได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ทำให้ภาวะข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น
•   ยาคอร์ติโซน เป็นยาสเตียรอยด์ใช้ฉีดเพื่อยับยั้งการอักเสบ โดยจะฉีดเข้าไปที่ข้อเข่าโดยตรงปีละ 3-4 ครั้ง เพื่อไม่ให้อาการรบกวนการใช้ชีวิตมากนัก
•   กรดไฮยาลูโรนิก เป็นส่วนประกอบสำคัญของข้อต่อและกระดูกอ่อน จึงใช้ฉีดเพื่อเพิ่มความหล่อลื่นและยืดหยุ่นให้แก่ข้อเข่า
•   ยาทาเฉพาะที่ เช่น ยา Capsaicin ใช้ทาที่ข้อเข่าเพื่อบรรเทาอาการปวด
•   ผลิตภัณฑ์จาก Chondroitin ใช้เป็นอาหารเสริมซึ่งเชื่อว่าช่วยบำรุงกระดูกอ่อน และลดการเสียดสีของกระดูกบริเวณข้อต่อได้
•   การทำกายภาพบำบัด จะเน้นการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อบริหารข้อเข่าอย่างเหมาะสม เช่น การออกกำลังกายภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัด วิธีนี้จะช่วยให้ข้อเข่ามีความแข็งแรง ยืดหยุ่น ช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายดีขึ้น
•   การรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก วิธีที่นิยมคือการฝังเข็ม ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลให้มวลกระดูก กระตุ้นการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงไขข้อ และทำให้ข้อต่อกลับมายืดหยุ่น การฝังเข็มอาจได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย
•   การผ่าตัด เป็นวิธีรักษาสำหรับผู้ที่ใช้วิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล โดยอาจทำการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนข้อเข่าที่เสื่อม ตัดเปลี่ยนแนวกระดูก หรือศัลยกรรมในรูปแบบอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
o   การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นอกเหนือจากการรักษาที่ว่ามาแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น การลดน้ำหนัก ออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อและข้อต่อ และหลีกเลี่ยงการยกของหนักที่อาจทำให้ข้อเข่าเสื่อมลงกว่าเดิม

             นอกจากการรักษาด้วยการใช้ยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือการเลือกทานอาหารที่มีวิตามิน ซี วิตามินดี , อาหารที่มีฟลาโวนอยด์ , อาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 , สมุนไพรบำรุงข้อเข่า และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกที่มีเกลือ น้ำตาล ไขมันสูง ไม่ดื่มเหล้าเบียร์มากเกินไปเพราะมันจะไปกระตุ้นให้ข้อเข่าเสื่อม อักเสบรวมไปจนถึงเพิ่มอาการปวดข้อที่รุนแรงขึ้นได้

#ข้อเข่าเสื่อม

8

               สร้างบ้านบริษัทไหนดี เชื่อว่าคำถามคลาสสิคเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นกับใครหลาย ๆ คนที่กำลังคิดที่จะสร้างบ้านกันแน่ ๆ เลยใช่ไหมละคะ เพราะการสร้างบ้านนั้น เปรียบเสมือนการสร้างความมั่นคงในการใช้ชีวิต คนส่วนใหญ่จะตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะใช้สร้างบ้านเมื่อถึงเวลาอันสมควร ในการสร้างบ้านนั้นนอกจากจะต้องมีเงินทุนในการสร้างแล้ว การเลือกบริษัทที่รับสร้างบ้านก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะถ้าคัดเลือกบริษัทรับสร้างบ้านมาได้ดีก็จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ไปได้เยอะ แต่ถ้าเราเลือกพลาดขึ้นมาละก็ต้องตามแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ ซึ่งในปัจจุบันมีบริษัทรับสร้างบ้านเกิดขึ้นใหม่เยอะมากจนเลือกกันแทบไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องเลือกสร้างบ้านบริษัทไหนดี ถึงจะได้บ้านที่มีคุณภาพ คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไป เอาเป็นว่าถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นในการเลือกยังไงเราขอแนะนำแนวทางในการเลือกดังนี้เลยค่ะ
             จะเลือกสร้างบ้านบริษัทไหนดีหรือเลือกยังไงให้ได้บริษัทที่มีคุณภาพและคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปมากที่สุด

1. มีที่ตั้งขององค์กร การเลือกบริษัทรับสร้างบ้าน สถานที่ตั้งของบริษัทหรือ สำนักงานถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในอันดับต้น ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าบริษัทรับสร้างบ้านนั้นมีที่ตั้งอยู่จริงหากเกิดปัญหา ในการให้บริการหรือปัญหางานก่อสร้างไม่ได้คุณภาพขึ้นมา จะได้สามารถเข้าไปพูดคุยหรือติดต่อกับเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหารได้อย่างสะดวก

2. มีผลงาน บริษัทรับสร้างบ้านที่น่าเชื่อถือต้องมีผลงานที่สามารถตรวจสอบ และเปิดเผยให้เข้าไปเยี่ยมชมผลงานได้ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ และได้เห็นของจริงมากกว่าการดูโมเดล หรือรูปภาพเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้กลุ่มลูกค้าใหม่ยังสามารถสอบถาม หรือปรึกษากับลูกค้าเดิมที่สร้างบ้านไปแล้วเพื่อขอคำแนะนำได้ว่าที่ผ่านมาการก่อสร้างของบริษัทมีปัญหาด้านใดหรือให้บริการดีอย่างไร เพื่อเป็นการตรวจสอบความมั่นใจอีกครั้งหนึ่งด้วย

3. มีสถาปนิกประจำองค์กร บริษัทรับสร้างบ้านที่ได้มาตรฐานควรมีสถาปนิกประจำในองค์กรนั้น ๆ เพื่อสามารถ บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง สามารถปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขแบบตามที่ลูกค้าต้องการได้ ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทรับสร้างบ้านหลาย ๆ บริษัทจะมีสถาปนิกเป็นฝ่ายขาย เรียกกันว่า สถาปนิกขาย สถาปนิกที่ปรึกษาซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลลูกค้าตั้งแต่การออกแบบ ดูแลลูกค้าและประสานงานระหว่างก่อสร้าง หรือควบคุมการก่อสร้างรวมถึงคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ การเลือกวัสดุก่อสร้าง การเลือกใช้โทนสี การตกแต่งภายใน และคำแนะนำในด้านต่าง ๆ กับลูกค้ากระทั่งส่งมอบบ้าน

4. มีวิศวกรประจำองค์กร เมื่อมีผู้ออกแบบแล้วการสร้างบ้านที่ต้องการความมั่นคงแข็งแรงและโครงสร้างมีอายุการใช้งานที่ยาวนานคุ้มค่ากับเงินลงทุน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีวิศวกรเป็นผู้ออกแบบ คำนวณโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และควบคุมขั้นตอนงานก่อสร้างด้วย เพื่อให้การก่อสร้างได้มาตรฐานตามที่กำหนด ทั้งนี้ตามกฎหมายนั้นวิศวกรถือเป็นวิชาชีพควบคุม ซึ่งผู้ที่จะประกอบอาขีพจะต้องได้รับใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพโดยมีสภาวิศวกร จะเป็นกำกับดูแลและเป็นผู้ออกบัตรให้ ซึ่งหากเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะมีกฎหมายมารองรับอย่างชัดเจนสามารถหาผู้รับผิดชอบได้ ขณะที่บ้านที่ก่อสร้างโดยไม่มีวิศวกรออกแบบคำนวณโครงสร้าง หากเกิดปัญหาขึ้นก็จะไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ปัญหาก็จะมาอยู่กับเจ้าของบ้านเพียงฝ่ายเดียว หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะมีกฎหมายมารองรับอย่างชัดเจน สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ ขณะที่บ้านที่ก่อสร้างโดยไม่มีวิศวกรออกแบบคำนวณโครงสร้างหากเกิดปัญหาขึ้นก็จะไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ปัญหาก็จะมาอยู่กับเจ้าของบ้านเพียงฝ่ายเดียว

5. มีบริการหลังการขาย ปัจจุบันการให้บริการหลังการขายเป็นเรื่องที่สำคัญ เรื่องของบ้านก็เช่นกันเพราะหลังจากการสร้างเสร็จไป แล้วบริษัทรับสร้างบ้านที่ดีจะต้องมีบริการดูแลบำรุง รักษาหรือซ่อมบำรุงหากตรวจสอบพบข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของงานก่อสร้างที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งจะต้องมีทีมงานเข้าไปแก้ปัญหาให้

6. มีการรับประกันคุณภาพ บ้านที่สร้างอย่างมีคุณภาพบริษัทรับสร้างบ้านจะต้องมีการรับประกัน ทั้งในส่วนของการรับประกันงานก่อสร้าง และงานโครงสร้างของบ้าน เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ บ้านที่ออกแบบโดยสถาปนิก วิศวกร และควบคุมงานอย่างถูกขั้นตอนโดยวิศวกร มักจะมีการรับประกันคุณภาพอยู่แล้ว เช่นรับประกันงานก่อสร้าง 1 ปี รับประกันโครงสร้าง 5 ปี เป็นต้น ขณะที่บ้านที่สร้างโดยผู้รับเหมาทั่วไปจะไม่มีการรับประกันใด ๆ หากเกิดปัญหาก็ไม่สามารถเรียกร้องจากผู้รับเหมาหรือช่างที่ควบคุมงานได้

7. มีบริการเสริมพิเศษ การก่อสร้างบ้านนอกจากตัวบ้านแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย อาทิ การขออนุญาติก่อสร้าง การขอใช้น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ เลขที่บ้าน จากหน่วยงานภาครัฐ การติดต่อขอใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน การให้คำปรึกษาและจัดหาบริษัทตกแต่งภายใน การจัดหา บริษัทรับตกแต่งสวน การจัดหาบริษัททำสระว่ายน้ำ ฯลฯ ซึ่งบริษัทรับสร้างบ้านที่มีความพร้อมจะมีบริการดังกล่าวให้กับลูกค้าด้วยเพื่อความสะดวก รวดเร็ว และยังถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้ โดยลูกค้าไม่ต้องไปจัดหาเอง

             แหละทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เราต้องรู้ให้ละเอียดและตรวจสอบให้ดีถ้าคุณเลือกที่ละสเต็ปตามขั้นตอนด้านบนนี้รับรองว่าจะไม่มีคำถามว่าจะเลือกสร้างบ้านบริษัทไหนดีถึงจะมีคุณภาพ เพราะคุณจะรู้ได้ชัดเจนด้วยตัวเองอย่างแน่นอน 

#สร้างบ้านบริษัทไหนดี

9

                    ยุคสมัยนี้ไม่ว่าบ้านไหน ๆ ก็ต้องมีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้กันทั้งนั้น เพราะทั้งใช้งานง่าย และสะดวกกว่าการหุงข้าวด้วยเตาถ่านแบบสมัยก่อนเยอะ ไม่ต้องคอยเฝ้าข้าวอีกด้วยเพียงแค่เสียบปลั๊ก กดสวิต แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้เลย เมื่อข้าวสุกระบบก็จะตัดไปเป็นการอุ่นแบบอัตโนมัติ เป็นการหุงข้าวที่ง่ายสุด ๆ แต่ ทว่ามันก็มีข้อที่ควรต้องระวังไวเหมือนกัน เพราะด้วยความที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเวลาเลือกซื้อก็ต้องดูให้รอบคอบนิดหนึ่ง เพราะถ้าซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าถูก ๆ มาแล้วไม่ได้มาตราฐานก็อาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องไฟช็อตและเป็นอันตรายต่อคนในครอบครัวได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงอยากนำเสนอถึงวิธีในการเลือกซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าและวิธีดูแลหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เอามาฝากให้กับทุก ๆ คน พร้อมแล้วก็ตามมาดูกันเลย

         วิธีเลือกซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้า
1.หม้อหุงข้าวไฟฟ้าและดิจิตอล มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ด้านความปลอดภัยควบคุมอยู่
2.เลือกซื้อที่มีการรับประกัน เมื่อการปัญหาในการใช้งานต้องมีศูนย์ที่พร้อมให้การดูแลซ่อมแซม
3.เลือกขนาดความจุของหม้อและกำลังไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งาน เพื่อเป็นการประหยัดไฟฟ้า
4.หม้อหุงข้าวระบบดิจิตอล ควรมีข้อความเป็นภาษาไทยกำกับที่ปุ่มควบคุมการใช้งาน เพื่อง่ายต่อการใช้
5.ต้องมีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายบอกปริมาณในส่วนหม้อหุงข้าวด้านใน ขีดบอกระดับ หรือ สัญลักษณ์อื่นที่แสดงความจุที่กำหนด ซึ่งมองเห็นได้ในขณะเติมน้ำ

          วิธีการดูแลหม้อหุงข้าวไฟฟ้า
1)    ไม่ควรใส่ข้าวและน้ำไม่เกินขนาดของหม้อ
2)    การทำความสะอาด ให้เช็ดด้วยผ้าหมาดชุบน้ายาล้างภาชนะ เช็ดด้วยผ้าชุบน้าสะอาด แล้วเช็ดด้วยผ้าให้แห้ง
3)    ส่วนที่เป็นหม้อหุงข้าว ต้องเช็ดด้านนอกของหม้อให้แห้ง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นก้นหม้อ ก่อนทำการหุง
4)    ห้ามเปิดฝาขณะน้ำเดือด
5)    ห้ามปิดช่องระบายไอน้ำและฝาหม้อในขณะที่หม้อหุงข้าวทำงาน
6)    ใช้ทัพพีตักข้าวที่ให้มาเท่านั้น ไม่ควรใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีความคม
7)    ใส่หม้อในก่อนเสียบปลั๊กไฟเข้ากับเต้ารับ
8 )    ถอดปลั๊กไฟออกทุกครั้งหลังเลิกใช้งาน
9)    ปล่อยให้เย็นลงก่อนทำความสะอาด

                 หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เพื่อเอามาใช้งานได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงรู้จักวิธีในการบำรุงดูแลรักษาหม้อหุงข้าวไฟฟ้าให้ใช้งานได้นานขึ้นด้วยนะคะ

#หม้อหุงข้าว

10

                     นมจัดเป็นแหล่งสารอาหารที่ดีอีกอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะนมรสจืดที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งรสชาติเลย ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ ซึ่งในน้ำนมมีแห่งสารอาหารมากมายที่ร่างกายต้องการ และจำเป็นต้องได้รับมัน อย่างชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น ทริปโตเฟน อาร์จินีน  ไลซีน วาลีน  ลิวซีน ไอโซลิวซีน มีไขมันที่เรียกว่า มันเนย ให้พลังงานสูง โดยมันเนย 1 กรัม ให้พลังงานถึง 9 แคลอรี คาร์โบไฮเดรตในนม คือ น้ำตาลแล็กโทส  เป็นน้ำตาลชนิดเดียวที่มีในนม ให้พลังงานในอัตรา 1 กรัม ต่อ 4 แคลอรี นมอุดมด้วยเกลือแร่หลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน ทั้งยังมีวิตามินต่าง ๆ ครบถ้วน เช่น วิตามินเอ บี 1 บี 2 ไนอะซิน  กรดแพนโทเทนิก ไพริดอกซิน ไบโอทิน  กรดโฟลิก วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค ดังนั้นการดื่มนมทุกวัน ย่อมทำให้สุขภาพร่างกายดี แหละถ้าจะให้ดีก็ควรที่จะต้องทานอย่างถูกวิธีด้วยเพื่อที่จะได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด โดยข้อห้ามที่ไม่ควรทำในการดื่มนมนั้นมีดังนี้

                     ข้อห้ามที่ไม่ควรทำในการดื่มนมรสจืดที่อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

•   ห้ามเติมน้ำตาลเกิน 8 กรัมต่อนม 100 มิลลิลิตร ถ้าจะเติมควรใช้น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลอ้อยจะดีที่สุด เพราะเป็นน้ำตาลที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และไม่ควรเติมน้ำตาลในนมร้อน ๆ เกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดสารพิษต่อร่างกายได้ (ควรเติมในขณะที่อุณหภูมิ 40-50 องศา)
•   ห้ามเติมช็อกโกแลตลงในนมอาจจะทำให้แคลเซียมในนมกับกรดออกซาลิก (Oxalic acid) ในช็อกโกแลตผสมกัน เกิดเป็นแคลเซียมออกซาลิก ซึ่งจะเป็นตัวทำลายสุขภาพ ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม มีอาการท้องเสีย เด็กเจริญเติบโตช้า กระดูกเปราะ ผมแห้ง และเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
•   ห้ามรับประทานยาพร้อมกับนม เพราะมันอาจจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของยาได้ ทำให้ความเข้มข้นของยาในเลือดลดลง ดังนั้น คุณไม่ควรดื่มนมก่อนหรือหลังรับประทานยา 1-2 ชั่วโมง
•   ห้ามต้มนมให้เดือดด้วยอุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส อาจจะทำให้น้ำตาลในนมไหม้เกรียมได้ ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งได้
•   ห้ามเติมน้ำมะนาวหรือน้ำส้มลงในนมอาจจะไปทำลายโปรตีนในน้ำนมได้
•   ห้ามรับประทานข้าวต้มพร้อมกับการดื่มนม เพราะจะไปทำลายวิตามิเอในนมได้ และจะส่งผลให้เด็กเจริญเติบโตช้า

                  ถึงแม้ว่าประโยชน์ของนมรสจืดจะมีมากเพียงใดก็แล้วแต่ ทว่า ก็ยังมีหลาย ๆ คนที่มีปัญหาจากการดื่มนมเช่น ผู้ที่แพ้นม โดยเฉพาะ นมวัว ซึ่งแม้จะมีน้อยคนก็ตามที แต่หากแพ้นมวัวแล้วละก็ อาจทำให้เป็นอันตรายได้ ดังนั้นผู้แพ้นมวัวควรหันไปรับประทานนมชนิดอื่นแทนเพื่อที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นจากน้ำนมได้ค่ะ

#นมรสจืด

11

                     โอเมก้า 3 เป็นกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวชนิดหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต่อระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกาย จัดว่าเป็นกรดไขมันที่จำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเข้าไป อย่างเช่น ปลา น้ำมันพืช ถั่ว เมล็ดพืชต่าง ๆ หรือผักใบเขียว เป็นต้น ซึ่งการรับประทานโอเมก้า 3 เข้าไปจะส่งผลดีต่อร่างกายในด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้

                 ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับจากการทานโอเมก้า 3

1.โรคหลอดเลือดหัวใจ งานวิจัยหลายชิ้นได้ทำการศึกษาประโยชน์ของโอเมก้า 3 ที่มีต่อสุขภาพเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ พบว่าการบริโภคปลาและอาหารทะเลที่มีกรดไขมันดังกล่าวจะช่วยให้หัวใจแข็งแรง รวมทั้งป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ เนื่องจากร่างกายได้รับกรดไขมันอีพีเอและกรดไขมันดีเอชเอที่ช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งอาจครอบคลุมไปถึงการรับประทานอาหารเสริมโอเมก้า 3 อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากกฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพหัวใจได้ดีที่สุด

2.พัฒนาการและสุขภาพของทารก สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรที่รับประทานปลาหรืออาหารทะเลสัปดาห์ละประมาณ 220-280 กรัม อาจช่วยเสริมสร้างสุขภาพทารก ควรเลือกปลาและอาหารทะเลที่มีกรดไขมันอีพีเอหรือกรดไขมันดีเอชเอสูงแต่ปลอดสารปรอท เช่น แซมอน ซาร์ดีน และปลาเทราต์ ทั้งนี้ งานวิจัยบางชิ้นพบว่าอาหารเสริมโอเมก้า 3 ช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวทารก และทำให้ทารกอยู่ในครรภ์นานขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงว่าการรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของกรดไขมันอีพีเอและกรดไขมันดีเอชเอระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรนั้น จะส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการของทารกอย่างชัดเจน

3.การป้องกันมะเร็ง งานวิจัยบางชิ้นพบว่าผู้ที่ได้รับโอเมก้า 3 จากการบริโภคอาหารหรืออาหารเสริมปริมาณมากนั้น อาจเสี่ยงป่วยเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องทำการศึกษาต่อไปเพื่อยืนยันข้อสรุปดังกล่าว ทั้งนี้ คุณสมบัติของโอเมก้า 3  ที่ส่งผลต่อโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นมะเร็งอื่น ๆ ก็ยังไม่ปรากฏชัดเจน

4.โรคอัลไซเมอร์ สมองเสื่อม และระบบการทำงานด้านการเรียนรู้ งานวิจัยที่ทำการศึกษาประเด็นคุณสมบัติโอเมก้า 3 กับโรคอัลไซเมอร์ สมองเสื่อม หรือระบบการทำงานด้านการเรียนรู้ บางส่วนพบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีโอเมก้า 3 เป็นจำนวนมาก อาจเสี่ยงป่วยเป็นโรคดังกล่าวได้น้อย อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปนี้ยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

5.โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้ตาบอดได้ โดยงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 เป็นจำนวนมาก เสี่ยงเกิดจอประสาทตาเสื่อมน้อยลง อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมโอเมก้า 3 ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการป่วยหรือชะลอภาวะตาบอดแก่ผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมที่ได้ป่วยเป็นโรคนี้แล้ว

6.ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์จะเกิดอาการบวม ข้อติดแข็ง เจ็บปวด และสูญเสียการทำงานของข้อต่อ การศึกษาทางการแพทย์บางชิ้นชี้ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมโอเมก้า 3 ร่วมกับยาสำหรับข้ออักเสบรูมาตอยด์และวิธีรักษาอื่น อาจช่วยจัดการอาการของโรคได้ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดว่าอาหารเสริมดังกล่าวช่วยลดอาการบวม ข้อติดแข็ง หรืออาการปวดข้อต่อ

                       ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโอเมก้า 3 นั้นล้วนส่งผลดีต่อร่างกายในด้านต่าง ๆ ได้หลายด้านมาก เพราะฉะนั้นเราจึงควรบริโภคโอเมก้า 3 ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเพื่อช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

#โอเมก้า

12

                      ที่อยู่อาศัยจัดว่าเป็นปัจจัยหลักที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ โดยเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งที่มีความพร้อมในด้านการเงินไม่ว่าใครก็ต้องการสร้างบ้านและอยากที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งนอกจากเงินแล้วก็ควรที่จะต้องมีความพร้อมในด้านอื่น ๆ ควบคู่มาด้วย เพราะการสร้างบ้านสักหลังหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปหากเรามีความพร้อมทั้งด้านการเงิน การวางแผน รวมไปจนถึงการเตรียมตัวมันก็จะช่วยให้เราได้บ้านที่ตรงกับความฝันและความต้องการของเรามากที่สุด และหากใครยังงง ๆ และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนก็ตามมาทางนี้ค่ะ เพราะวันนี้เราจะมาขอแบ่งปันเรื่องควรรู้ในการสร้างบ้านอยู่เองเอามาฝาก เผื่อเป็นแนวทางให้กับผู้สนใจนำไปปรับใช้กันพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลยค่ะ

                 หากต้องการสร้างบ้านควรเริ่มวางแผนในเรื่องต่าง ๆ อย่างไรดี

1.ที่ดินพร้อมสร้างบ้าน
อย่างแรกเลยที่เราต้องมี นั่นก็คือ ที่ดินที่พร้อมจะสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องผ่านการศึกษามาแล้วว่า อยู่ในพื้นที่ที่สามารถก่อสร้างที่อยู่อาศัยได้ มีไฟฟ้า น้ำประปาผ่าน เพื่อพร้อมในการอยู่อาศัย
2.ต้องถมที่ดินหรือไม่
สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงก่อนที่จะปลูกสร้างบ้าน นั่นก็คือ ที่ดินที่เรามีต้องถมหรือไม่ ซึ่งหากประเมินแล้วว่า ไม่ต้องถม ก็เริ่มต้นขั้นตอนต่อไปได้เลย แต่ถ้าพิจารณาดูแล้ว ที่ดินของเราค่อนข้างต่ำ เสี่ยงกับภาวะน้ำท่วม ก็ควรต้องถมดิน ซึ่งอาจจะถมสูงกว่าถนนคอนกรีตประมาณ 50 เมตร
3.วางแผนเรื่องงบประมาณ
จริง ๆ แล้วค่าถมที่ดินก็ควรอยู่ในงบประมาณของเรา แต่หลายคนก็นิยมที่จะซื้อที่ดิน ถมที่ดินไว้ก่อน ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ดังนั้น จึงขอวางหัวข้อเรื่องงบประมาณไว้เป็นลำดับที่ 3 โดยการวางแผนงบประมาณในการสร้างบ้าน เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะนอกจากจะได้ทราบงบประมาณทั้งหมดที่คาดว่าจะต้องใช้แล้ว ยังเป็นแนวทางในการวางแผนทางการเงินได้ดีอีกด้วย โดยสามารถคำนวณเงินสดที่เรามี กับเงินกู้ที่จะใช้ในการสร้างบ้านครั้งนี้ วางแผนให้รอบคอบว่า จะกู้สัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ และลงเงินสดเองกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลักในการคิดของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนอยากลงเงินสดเยอะ เพราะไม่ต้องการเสียดอกเบี้ย แต่บางคนมองว่า ถ้ากู้ได้หมด ก็จะกู้ เพื่อนำเงินสดที่มีสำรองไว้ใช้อย่างอื่น
4.กรณีที่ไม่ใช้บริษัทรับสร้างบ้าน
ขั้นตอนนับจากนี้ จะเขียนในกรณีที่เราจะสร้างบ้านเองด้วยการจ้างผู้รับเหมา ไม่ได้ใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน เพื่อฉายให้เห็นภาพของการสร้างบ้านเองให้ครบทุกขั้นตอน เพราะหากจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน ส่วนใหญ่แล้วก็จะดำเนินการให้เราหมดทุกอย่าง รวมถึง ขั้นตอนทางราชการด้วย (แล้วแต่บริษัท บางบริษัทให้เราดำเนินการทางราชการเอง บางบริษัทก็จะดำเนินการให้ และคิดค่าบริการรวมไปแล้ว)
5.หาแบบบ้าน / จ้างเขียนแบบ
ให้เราลองหาแบบบ้านที่อยากได้ หน้าตาประมาณไหน ต้องการพื้นที่ใช้สอยประมาณเท่าไหร่ ฟังก์ชั่นบ้านเป็นอย่างไร ต้องการกี่ห้องนอน กี่ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องทำงานด้านล่าง ห้องครัวไทย ครัวแยก เป็นต้น หลังจากนั้น ต้องว่าจ้างเขียนแบบ เพื่อจะนำแบบนี้ไปขออนุญาตก่อสร้าง และว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านของเราตามแบบที่เราต้องการ ซึ่งแบบบ้านของเราจะต้องผ่านการเซ็นแบบรับรองโดยวิศวกรและสถาปนิก จึงจะนำไปยื่นขออนุญาตได้
6.ขออนุญาตก่อสร้าง
เมื่อเราได้แบบที่ผ่านการรับรองจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว ก็นำไปขออนุญาตก่อสร้างกับสำนักงานเขตท้องถิ่นในพื้นที่ที่เรากำลังจะสร้างบ้านนั้นๆ เตรียมเอกสารให้พร้อม ซึ่งสามารถติดต่อขอรายละเอียดได้จากทางสำนักงานเขตท้องถิ่น (เอกสารคร่าวๆ ประกอบด้วย สำเนาโฉนดที่ดินพร้อมเซ็นรับรองจากเจ้าของที่ดินทุกหน้า สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของที่ดิน สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต ใบรับรองที่ดิน ใบมอบอำนาจการขออนุญาตก่อสร้าง กรณีที่เจ้าของที่ดินไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้างเอง)
7.เริ่มก่อสร้าง
หลังจากที่เราได้ใบอนุญาตก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มลงมือก่อสร้างได้ โดยก่อนหน้าที่เราจะมาถึงขั้นตอนนี้ ตามปกติแล้ว ควรมีการหาผู้รับเหมาไว้ก่อนล่วงหน้า เมื่อได้ใบอนุญาตมาก็พร้อมลงมือก่อสร้างได้เลย แต่ถ้ายังไม่ได้หา จะทำให้เสียเวลา โดยการเลือกหาผู้รับเหมา ควรมีการเขียนสัญญาการว่าจ้างให้ชัดเจน ระบุเรื่องการจ่ายเงินต่างๆ ซึ่งการหาผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้ที่ก่อสร้างจนจบงาน ก็เป็นเรื่องยาก อันนี้อาจจะต้องหาคนที่ไว้ใจได้ หรือคนที่เคยมีผลงานมาก่อนแล้ว และได้รับการรับรองว่า ไม่เบี้ยว มิเช่นนั้น เราอาจสูญเงินเปล่า ซึ่งเราอาจจะต้องมีความรอบคอบในการจ่ายเงินค่าจ้าง ต้องไม่เขี้ยวเกินไป เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ถูกทิ้งงานได้ และไม่หละหลวมจนเกินไป
8.ขอเลขที่บ้าน น้ำ ไฟฟ้า
เมื่อเราก่อสร้างบ้านไปจนเกือบแล้วเสร็จ เราสามารถเริ่มดำเนินการขั้นตอนของการยื่นเลขที่บ้านได้เลย หรือจะยื่นขอหลังจากที่บ้านสร้างเสร็จแล้วก็ได้ โดยหากยื่นภายหลังที่บ้านก่อสร้างเสร็จ เราจะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 15 วันหลังจากที่บ้านสร้างเสร็จ ต่อจากนั้น ก็นำทะเบียนบ้านที่ได้รับไปยื่นขอมีน้ำ และไฟฟ้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับต่อไป

                   โดยความเป็นจริงหากต้องการสร้างบ้านจะมีรายละเอียดในแต่ละส่วนอีกมากที่ผู้สร้างบ้านควรเรียนรู้ ตั้งแต่การวางตำแหน่งตัวบ้าน ทิศของบ้าน การรับลม การรับแดด ไปจนถึงเรื่องการเลือกวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ภายในบ้านที่เราอาจจะต้องลงมือเอง เพื่อให้ได้บ้านในแบบที่เราต้องการมากที่สุด

#ต้องการสร้างบ้าน

13

                 น้ำนมจัดว่าเป็นแหล่งสารอาหารอีกอย่างหนึ่งที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย อย่าง ทริปโตเฟน อาร์จินีน  ไลซีน วาลีน  ลิวซีน ไอโซลิวซีน  มีไขมันที่เรียกว่า มันเนย ให้พลังงานสูง โดยมันเนย 1 กรัม ให้พลังงานถึง 9 แคลอรี คาร์โบไฮเดรตในนม คือ น้ำตาลแล็กโทส  เป็นน้ำตาลชนิดเดียวที่มีในนม ให้พลังงานในอัตรา 1 กรัม ต่อ 4 แคลอรี นมอุดมด้วยเกลือแร่หลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน ทั้งยังมีวิตามินต่าง ๆ ครบถ้วน เช่น วิตามินเอ บี 1 บี 2 ไนอะซิน กรดแพนโทเทนิก  ไพริดอกซิน  ไบโอทิน กรดโฟลิก วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค ซึ่งการเลือกทานน้ำนมที่ดีควรเน้นทานนมรสจืดเพราะนมรสจืดคือนมที่ผ่านการปรุงแต่งรสชาติ สี กลิ่น น้อยทำให้ผู้ทานได้รับประโยชน์คุ้มค่าที่สุดโดยประโยชน์หลัก ๆ ที่จะได้รับจากนมรสจืดมีดังนี้

                  ประโยชน์ของการดื่มนมรสจืด

1.   นม ช่วยทำให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
2.   ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายในวัยผู้ใหญ่ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะ
3.   ไขมันจากนมช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย (ปกติเราจะเรียกว่า “มันเนย”)
4.   ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและแข็งแรง ซึ่งจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่นและช่วงวัยรุ่น มีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมองของเด็ก ๆ
5.   ช่วยบำรุงประสาท (วิตามินบี 1) ช่วยบำรุงหัวใจ (วิตามินบี 1)
6.   ช่วยในการทำงานของระบบเซลล์ผิวหนัง (วิตามินบี 2)
7.   ช่วยทำให้ระบบประสาทไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น (แคลเซียม)
8.   ช่วยทำหน้าที่ยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อ (แคลเซียม)
9.   มีส่วนช่วยลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ (แคลเซียม)
10.   ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว (แคลเซียม) และช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง (วิตามินบี 12)
11.   ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด (วิตามินดี)
12.   ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย (วิตามินบี 1)
13.   มีงานวิจัยชี้ว่านมช่วยลดน้ำหนักตัวได้ ซึ่งจากการศึกษาโดยใช้นมพร่องมันเนยในเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักพบว่ากลุ่มที่ดื่มนมพร่องมันเนยสามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่ม
14.   ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
15.   ดื่มนมในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นแล้วจะช่วยทำให้ตัวสูงขึ้น เพราะแคลเซียมจะช่วยทำให้กระดูกยาวขึ้น ทั้งช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกในวัยเด็ก
16.   ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อ (วิตามินดี)

                  ถึงแม้ว่านมรสจืดจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ยังมีบางคนดื่มนมแล้วจะเกิดอาการท้องเสีย โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายของคนแถบเอเชียจะมีน้ำย่อยสำหรับน้ำตาลแล็กโทสเพียงช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 4-5 ปี หลังจากนั้นน้ำย่อยจะค่อย ๆ ลดลงจนหมดไป เมื่อดื่มนมเข้าไป น้ำตาลที่ไม่ถูกย่อยจะทำปฏิกิริยากับจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารจนเกิดกรดและแก๊ส ทำให้มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด และท้องเสียสามารถปรับแก้ได้โดยการเริ่มดื่มนมวันละครึ่งแก้ว หรือ 4-5 อึก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำย่อย แล้วค่อยเพิ่มปริมาณนมขึ้นเรื่อย ๆ จนดื่มได้เป็นปกติ หรืออาจเลือกกินผลิตภัฑณ์นมอื่น ๆ อย่างโยเกิร์ตหรือเนยแข็งแทนก็ได้ค่ะ

#นมรสจืด

14

                     นมกล่อง uht จัดว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่บรรดาเหล่าคุณพ่อ คุณแม่ทั้งหลายสนับสนุนและเลือกให้ลูกน้อยได้ทานอย่างเป็นประจำเลยก็ว่าได้ เพราะในนมกล่อง uht นั้นมีสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อเด็ก ๆ มากมายหลายอย่าง โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

                ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ที่ได้รับจากนมกล่อง uht

1.  พัฒนาการด้านสมอง
สารอาหารสำคัญได้แก่ โอเมก้า3 6 9 ดีเอชเอ/ เออาร์เอ ไอโอดีน เหล็ก สังกะสี วิตามินบี 12 กรดโฟลิก ทอรีน และโคลีน เป็นต้น
โอเมก้า 3 และ 6 สัดส่วนของกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ที่พอๆ กันเป็นสิ่งสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี อาหารในยุคปัจจุบันมีโอเมก้า 6 ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ดังนั้นคุณแม่ควรเน้นนมที่มีโอเมก้า 3 นอกจากนี้ร่างกายยังสามารถเปลี่ยนโอเมก้า 3 (กรดไลโนลีนิก) เป็นดีเอชเอได้อีกด้วย
ดีเอชเอ เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่ง ร่างกายไม่สามารถสร้างดีเอชเอขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น มีมากในนมแม่และในปลาทะเลน้ำลึก ให้ประโยชน์ในเรื่องความจำและการเรียนรู้
เหล็ก ไอโอดีน และวิตามินบี 12 สารอาหารพื้นฐาน 3 ตัวนี้จำเป็นต่อระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะเหล็กและไอโอดีนที่เด็กไทยส่วนใหญ่ได้รับไม่เพียงพอ นมที่มีปริมาณสารอาหารเหล่านี้อย่างน้อย 20% RDI จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

2. พัฒนาการด้านการมองเห็น
สารอาหารสำคัญ ได้แก่ วิตามินเอ ลูทีน และโอเมก้า3 6 9 เป็นต้น
วิตามินเอ มีประโยชน์ต่อการมองเห็น โดยเฉพาะในที่ที่มีแสงน้อย นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องการเจริญเติบโต และภูมิคุ้มกันอีกด้วย
ลูทีน เปรียบเสมือนอัศวินผู้พิทักษ์ดวงตาสำหรับยุคดิจิตอล เพราะทำหน้าที่เสมือนแว่นตากันแดดธรรมชาติ ช่วยปกป้องจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายจากแสงสีฟ้าที่มาจากแสงแดดและหน้าจอสกรีน ที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของเด็กยุคนี้
โอเมก้า 3โอเมก้าไม่ได้มีประโยชน์ต่อสมองเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อดวงตาอีกด้วย เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญของจอประสาทตา การเลือกนมที่มีโอเมก้า 3 โดดเด่นจึงได้ประโยชน์คูณสองทั้งสมองและดวงตาเลยทีเดียว

3. พัฒนาการด้านภูมิคุ้มกัน
ประโยชน์ด้านภูมิคุ้มกันก็สำคัญไม่แพ้ด้านอื่นๆ ยิ่งในยุคนี้ที่เด็กๆ เข้าออกโรงพยาบาลกันบ่อย สารอาหารกลุ่มนี้ที่คุณแม่ควรมองหาได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เหล็ก และสังกะสี เป็นต้น โดยเฉพาะวิตามินซี และธาตุเหล็กที่เด็กๆ มักได้รับไม่เพียงพอจากอาหารประจำวัน

4. พัฒนาการด้านร่างกาย
สารอาหารกลุ่มที่คุณแม่ควรพิจารณาเพื่อการเจริญเติบโตพื้นฐานของเด็กๆ อย่างน้ำหนักและส่วนสูง ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี พลังงาน โปรตีน และไขมัน เป็นต้น

                       เพราะด้วยประโยชน์ที่หลากหลายที่อยู่ในนมกล่อง uht ที่สามารถช่วยส่งผลดีในด้านต่าง ๆ ให้กับเด็ก ๆ ได้มากดังนั้นควรให้เด็ก ๆ ได้ดื่มนมทุก ๆ วัน อย่างน้อยวันละแก้ว เพื่อที่ร่างกายของเด็กนั้นจะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่และถูกนำไปใช้ในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ดีที่สุดค่ะ

#นมกล่องuht

15

                  ปัจจุบันการสร้างบ้านสไตล์แบบบ้านโมเดิร์นกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะบ้านสไตล์นี้จะเน้นออกแบบพื้นที่มาให้มีความโปร่งโล่ง ไม่นิยมการก่อผนังกั้นมากเหมือนบ้านรูปทรงอื่น รวมถึงการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่เรียบง่ายและไม่เยอะมากเกินไป แล้วยังประหยัดพื้นที่ในส่วนหลังคา รวมไปจนถึงการสร้างผนังแบบปูนเปลือยที่ไม่จำเป็นต้องทาสี หรือพื้นปูนเปลือย ไม่จำเป็นต้องปูกระเบื้อง ทำให้ประหยัดงบประมาณในการก่อสร้างไปได้อย่างมาก และที่สำคัญคือไม่ต้องตกแต่งอะไรเยอะก็ดูหรูหรา สวยงาม น่าอยู่ แล้ว แต่ถ้าใครอยากตกแต่งโดยตกแต่งอย่างละนิดอย่างละหน่อย เราก็มีเทคนิคเล็ก ๆ น้อยในการตกแต่งแบบบ้านโมเดิร์นเอามาฝากให้กับทุก ๆ ด้วย ว่าแล้วก็ตามมาดูกันเลยค่า

                   เทคนิคการตกแต่งสไตล์บ้านแบบบ้านโมเดิร์นให้ดูสวยงามและน่าอยู่
1. การเลือกวัสดุและเฟอร์นิเจอร์
การเลือกใช้วัสดุ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของบ้านดูสวยงามยิ่งขึ้น อย่างเช่น หินอ่อนหรือไม้แท้ที่ช่วยให้ความอบอุ่นและลดความแข็งกระด้างของรูปทรงเรขาคณิตจากบ้านสไตล์โมเดิร์นได้ นอกจากนี้ยังอาจนำวัสดุหลายรูปแบบมาผสมผสานกันให้เกิดความรู้สึกที่ดูทันสมัยขึ้น ส่วนในเรื่องสีของเฟอร์นิเจอร์นั้น สามารถเลือกโทนสีไปในแนวทางเดียวกันกับของภายในห้องหรือจะเลือกสีที่ตัดกันไปเลยก็ได้ เพื่อให้ห้องดูมีลูกเล่นมีสีสันมากขึ้นและดูสวยไปอีกแบบค่ะ
2. การเลือกโทนสีของห้อง
โทนสีการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นนั้น นิยมใช้สีที่เรียบง่ายเพียงไม่กี่สี ส่วนมากจะเน้นการใช้สีขาว เทา ดำ หรืออาจเลือกใช้โทนสีพาสเทลก็ดูเรียบหรูไปอีกแบบ แต่หากลองเล่นสีสลับโทนเข้มและอ่อน เช่นสีน้ำตาล กับสีครีม หรือสีขาวกับสีดำ ก็ดูสวยไม่เบา
3.การเปิดรับแสงธรรมชาติ
การเปิดรับแสงธรรมชาติบ้างเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ความสว่างภายในบ้านเวลากลางวันจึงทำให้ประโยชน์จากแสงสว่างสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายไปในตัวด้วย อีกทั้งแสงและเงายังช่วยให้พื้นที่ภายในบ้านดูเป็นธรรมชาติและสวยงามขึ้นอีกเช่นกัน
4.การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย
สำหรับแบบบ้านโมเดิร์นจะออกแบบบ้านให้ใช้พื้นที่โล่งทำให้ห้องเล็กดูกว้างขึ้นและใช้พื้นที่เพื่อตกแต่งบ้านให้เกิดประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด การแบ่งโซนพื้นที่ใช้สอยภายในห้องให้เป็นสัดส่วนที่ชัดเจนโดยไม่ต้องกั้นห้องใหม่เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ทำให้ห้องของคุณดูมีลูกเล่นและมิติมากขึ้นได้ดีทีเดียว

                   เพราะในการสร้างแบบบ้านโมเดิร์นจะเน้นความเรียบง่ายและมีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์โด่ดเด่นสวยงาม ชวนมอง นอกจากนี้บ้านโมเดิร์นยังเน้นประโยชน์ในการใช้สอยเป็นหลักทำให้มีพื้นที่กว้างในการอยู่อาศัย แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง แหละนี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แบบบ้านโมเดิร์นกลายเป็นที่นิยมและครองใจทุก ๆ คนได้นั่นเองค่ะ

#แบบบ้านโมเดิร์น

หน้า: [1] 2 3 ... 8